ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน

หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้

การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง

เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด

1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ

ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด

Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์

 Slow Life คืออะไร ทำไมต้องช้าแล้วจะตามโลกทันหรือไม่ เมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้หลายคนคงมีความสงสัยกันไปต่างๆ นานา ช้าแล้วดีอย่างไร มาหาคำตอบกัน

 แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า

 สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง

 เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า

 Learn to Slow Down

  การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ

 นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
 ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
 ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
 หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
 หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

  หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ

 Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย

 Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย

 Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต

 Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก


 5 Steps to give your brain a break

1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน

2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง

3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก

4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น

5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เลือกกระเป๋าเป้เท่ๆ ให้ลูก

เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยเรียน การให้เขามีกระเป๋าเป้สักใบที่เข้ากับชุดเด็กนักเรียนเป็นเรื่องดีทีเดียว เพราะนอกนากที่เขาจะได้ใส่สัมภาระต่างๆ ลงเป้ใบเก่งเพื่อไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแล้ว ยังทำเขาได้เรียนรู้การรักษาของส่วนตัวอีกด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ควรรียนรู้ในการเลือกเป้ที่ดีให้กับลูกด้วยเช่นกัน

เป้หนักๆ ลูกรักไม่ปลอดภัย
จากข้อมูลของศูนย์ วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า เด็กๆ ไม่ควรแบกสัมภาระเกิน 10% ของน้ำหนักตัว เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อโครงสร้างของร่างกาย กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก และความโค้งงอของกระดูกสันหลัง อาจผิดปกติได้ อย่างไรก็ตาม มีการสำรวจพบว่ามีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น เกินกว่า 90% ที่แบกกระเป๋าน้ำหนักมากกว่ากำหนด ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกมีอาการปวดหลัง ปวดไหล่อย่างถาวรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพหลายประการอีกด้วย
น้ำหนักที่มากเกินไปของกระเป๋า จะดึงให้ลำตัวของเด็กเอนไปด้านหลัง ทำให้เด็กมักจะแอ่นสะโพกมาด้านหน้า หรือก้มจนหลังงอเพื่อถ่วงดุล เป็นสาเหตุให้กระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งที่ผิดรูปทรง จนทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดต้นคอ และปวดหลังได้
การสะพายกระเป๋าหนักๆ จะทำให้ท่าทางการเดินของลูกเปลี่ยนแปลงไปขณะที่ต้องแบกเป้ไว้บนไหล่ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ตกบันได เพราะขาดสมดุลในการทรงตัว
หากเด็ก ได้รับอุบัติเหตุ ขณะที่สะพายเป้ที่มีน้ำหนักมาก ก็มีแนวโน้มว่าหนูน้อยจะได้รับบาดเจ็บมากกว่าการที่ไม่ได้สะพายเป้ เพราะน้ำหนักที่มากอาจทับตัวลูกได้
เด็กที่นิยมสะพายเป้ไว้บนไหล่ข้างเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะเกิดอาการปวดหลัง รวมทั้งทำให้รู้สึกตึงบริเวณต้นคอและไหล่อีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ไหล่ทรุดไม่เท่ากัน
สายสะพายของเป้ ที่สั้น และรัดแน่นเกินไป จะขัดขวางทางเดินของเส้นเลือด ทำให้เกิดอาการเหน็บชาที่มือและแขน หรืออาจทำให้มือและแขนของลูกไม่มีแรงได้

สะพายเป้เท่ๆ ต้องมีวิธี
ข้อดีของกระเป๋าเป้นั้นคือความกระชับ ช่วยให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกคล่องตัว แต่เห็นง่ายๆ แบบนี้ ก็ต้องมีวิธีใช้ที่ถูกต้องเหมือนกันนะ
พฤติกรรมของคนโดยทั่วไปมักจะยกกระเป๋าเป้ขึ้นมาก่อน จึงค่อยสอดแขนเข้าสายสะพาย ทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะหากกระเป๋านั้นเต็มไปด้วยสัมภาระที่หนักอึ้ง วิธีที่ถูกคือ งอขาทั้งสองลงนั่ง โดยให้กระเป๋าเป้วางอยู่ด้านหลัง ก่อนจะสอดแขนเข้าไปในสายสะพาย เมื่อสายสะพายอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจึงค่อยๆ ลุกยืนขึ้น
ในแต่ละวัน เมื่อลูกสะพายเป้ขึ้นบ่า คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยปรับสายสะพายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ อยู่เหนือจากเอวของลูกประมาณ 5 ซม. หากเป็นไปได้ควรปรับสายสะพายทุกวัน ตามน้ำหนักของกระเป๋าที่เปลี่ยนไป
การจัดสัมภาระลงกระเป๋าเป้ ควรนำสิ่งของหนักๆ เช่น หนังสือเรียนเล่มโต วางไว้ตรงกลางของกระเป๋า และหากกระเป๋ามีช่องเก็บสัมภาระหลายๆ ช่อง ก็ควรใช้ทุกๆ ช่อง ตามความเหมาะสม เพื่อกระจายน้ำหนัก

5 วิธีเลือกเป้ เพื่อสุขภาพ
1. น้ำหนัก ควรเลือกเป้ที่มีน้ำหนักเบา ในเมื่อต้องแบกสัมภาระที่หนักอึ้งแล้ว เป้ที่นำมาใส่ของก็น่าจะมีน้ำหนักไม่มาก เพื่อจะได้ไม่เพิ่มน้ำหนักให้มากเข้าไปอีก และหลีกเลี่ยงกระเป๋าเป้ที่ทำจากหนังเพราะมีน้ำหนักมาก
2. สายสะพาย สายสะพายทั้งสองด้านควรมีความกว้างมากพอ เพราะสายสะพายที่เล็กเกินไปจะไม่ช่วยกระจายแรงกดทับ อาจกดลงบนผิวของลูก จนทำให้เลือดไม่เดินและเกิดรอยช้ำได้
3. แผ่นรอง กระเป๋าเป้ที่ดีควรบุแผ่นรองด้ายหลังบริเวณที่ต้องสัมผัสกับหลังของผู้ใช้ เพราะไม่เพียงจะช่วยให้รู้สึกสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้วัตถุแหลมคม เช่น ดินสอ หรือมุมหนังสือเล่มหนา ทิ่มหลังของลูกด้วย
4. สายคาดเอว เลือเป้ที่มีสายคาดเอว ซึ่งจะช่วยถ่วงดุลน้ำหนักไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
5. ช่องเก็บของ มีช่องเก็บของที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้น้ำหนักของสิ่งของกระจุกรวมกันอยู่ในตำแหน่งเดียว และยังง่ายต่อการค้นหาและหยิบออกมาใช้ตามโอกาส

mothersdigest.in.th

รับมือการบาดเจ็บของวัยเรียนรู้

การที่ให้ลูกได้ออกไปเรียนรู้โลกใหม่จากการออกไปเล่นสนุกนอกบ้านนั้น คือทักษะที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปปิดกั้น แต่ในบางคราวความสนุกก็อาจนำมาซึ่งความเจ็บตัวได้เหมือนกัน ซึ่งก็เหมือนเป็นบทเรียนให้เขาได้เรียนรู้ในความผิดพลาดครั้งนี้ ส่วนคุณพ่อคุณแม่เพียงต้องต้องรู้วิธีรักษาเบื้องต้นไว้ด้วย

อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการเรียนรู้

แผลฟกช้ำดำเขียว-เกิดจากการถูกกระแทกที่ผิวหนังจน มีเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วรวมตัวกันบริเวณใกล้ผิวหนังชั้นบนสุด ทำให้มองเห็นเป็นรอยสีคล้ำดำและม่วง และอาจมีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย
วิธีรักษา
ขณะที่รอยฟกช้ำยังมีสีแดงอยู่ให้ประคบเย็นที่รอยฟกช้ำทันที จะช่วยลดความเจ็บปวด และลดอาการบวมของรอยช้ำ
ประคบเย็นต่อเนื่องไปทุกๆ 15 นาที ใน 24 ชั่วโมง
หลังจาก 48 ชั่วโมง ให้ประคบร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ใครั้งละ 10 นาที 2-3 ครั้งต่อวัน

แผลถลอก-เป็นการเกิดบาดแผลที่บริเวณชั้นผิวหนังชั้นเพียงตื้นๆ เท่านั้นคุณพอคุณแม่ไม่ต้องตกใจ มีลักษณะเป็นขุยขาวๆ ที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจจะมีเลือดหรือน้ำเหลือง ซึมออกมาจากบาดแผลบ้างเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับเกิดเหตุแรงเพียงใด
วิธีรักษา
ล้างแผลด้วยน้ำสุกและสบู่ ถ้ามีกรวดดินอยู่ในแผล ควรล้างเอากรวดดินในแผลออกให้หมด
ใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบๆ แผล
ทาแผลด้วยทิงเจอร์สำหรับใส่แผลสด
ไม่ต้องใช้ผ้ากอซหรือพลาสเตอร์ปิดแผล และหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ เพื่อให้แผลแห้งและหายเร็ว

แผลสด-เกิดจากการที่ของแข็งที่มีผิวหยาบ มากระทบหรือเสียดสีกับผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการขีดข่วนของของมีคม เช่นลวดหนาม เส้นลวดหรือเศษไม้ เป็นต้น แผลที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะค่อนข้างลึกเป็นเส้นหรือเป็นแนว มีเลือดออก
วิธีรักษา
ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลทุกครั้ง
ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดรอบแผลจากในวนออกมาข้างนอกทางเดียว ห้ามเช็ดลงในแผล หรือวนกลับไปกลับมา แล้วทาบริเวณแผลด้วยน้ำยาโพวิโดนไอโอดีน
ปิดแผลด้วยผ้ากอซหรือผ้าสะอาด
ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะอาจทำให้แผลหายช้า หรือเป็นหนอง
ควรทำความสะอาดแผล เปลี่ยนผ้ากอซวันละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะหาย
ถ้าพบว่ามีเลือดออกมาก หรือภายใน 1 ชั่วโมงเลือดยังไม่หยุดไหลให้รีบส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อเท้าแพลง-เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่ายในเด็ก เนื่องจากการทรงตัวยังไม่ดีนัก เกิดจากการบิดของข้อเท้าที่เกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การหกล้ม หรือการวิ่ง ส่วนใหญ่จะเกิดจากการเดินสะดุดก้อนหิน ขอบถนน พื้นที่ไม่เรียบ หรือต่างระดับกัน เป็นต้น
วิธีรักษา
ให้ข้อนั้นอยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยกสูงไว้
ในกรณีที่เพิ่งเป็นหรือยังไม่เกิน 48 ชั่วโมง ข้อยังไม่บวมหรือบวมน้อย ให้ประคบด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งนาน 15-30 นาที วันละ 2 ครั้ง
หลัง 48 ชั่วโมงไปแล้ว เมื่อพบว่าข้อบวมเต็มที่ ให้ประคบด้วยน้ำร้อน
ถ้าเป็นมากจนเคลื่อนไหวข้อนั้นไม่ได้เลย ควรรีบเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาล

อนุบาล เขาเรียนอะไรกันบ้างนะ

แม้จะดูเหมือนว่าเด็กอนุบาลสนุกกับกิจกรรมและเกมต่างๆ แต่ความสนุกเหล่านั้นล้วนสอดแทรกไปด้วยการเรียนรู้ การฝึกทักษะ และพัฒนาการของเด็กๆ

มุมและกิจกรรมต่างๆ ที่ลูกจะได้เรียนรู้

มุมนิทาน มุมที่มีหนังสือหลากหลายตามหัวข้อที่เด็กสนใจ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามโอกาส หากมีปูพรม มีหมอนขนาดต่างๆ วางไว้ จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดใหห้เด็กๆ เข้าไปอ่าน แค่เพียงการฟังและดูภาพตามในขณะที่คุณครูเล่าเรื่องราวจากหนังสือนิทาน เด็กก็จะเริ่มคุ้นเคยกับเทคนิคทางภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเทคนิคการอ่านหนังสือ เข้าใจว่าคำศัพท์และตัวอักษรคืออะไร จินตนาการที่เกิดจากฟังและและการมองภาพ และเมื่อใดที่คุณครูไม่อยู่ หนูๆ ก็เรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องราวจากภาพที่เห็นในหนังสือ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรักการอ่านที่ดี หากเปิดโอกาสให้เด็กยืมหนังสือกลับบ้านได้ ก็จะช่วยกระตุ้นในเรื่องของความรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น

มุมของเล่น ไม่ว่าจะเป็นเลโก้ หรือจิ๊กซอว์ รถ ฯลฯ เด็กๆ จะได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้สมาธิ และการประสานงานระหว่างมือและสายตา ที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการจำแนก การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง การเรียงลำดับ และการนับ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญทางคณิตศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมกับพัฒนาการ รวมทั้งยังส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อการรับรู้และเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ อีกด้วย และหากลูกเล่นคนเดียวก็ยังได้ฝึกการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นของเล่นที่เล่นได้หลายคนอย่าง ชุดเครื่องครัว ชุดทำอาหารก็จะช่วยฝึกในเรื่องการรู้จักแบ่งปันและมนุษยสัมพันธ์ได้อีกด้วย

มุมวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติของเด็กดทุกคนจะมีความเป็นนักสำรวจโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อยู่ในตัวเอง เด็กจะใช้การดู ฟัง ดม ชิม และสัมผัสเพื่อค้นหาคำตอบ มุมวิทยาศาสตร์จึงเป็นมุมที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์เลี้ยงอย่างหนูแฮมสเตอร์ หรือต้นไม้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้การคิดวิเคราะห์ ฝึกทดลองหาความจริง ตั้งคำถาม และหาคำตอบ

กิจกรรมรวม(นั่งล้อมเป็นวงกลม) ฝึกให้คุณหนูๆ รู้จักอดทน ฝึกระเบียบวินัย รวมทั้งการพูดคุย ทำกิจกรรมพร้อมกับเพื่อน ยังฝึกลูกเรื่องทักษะการเข้าสังคมด้วย

มุมศิลปะ เป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารได้ดีที่สุดในเด็กวัยนี้ โดยใช้สีเทียน สีไม้ สีน้ำ กรรไกรสำหรับเด็ก กาว พู่กัน มีความสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็ก และการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตาได้อย่างดี รวมทั้งเด็กๆ ก็ชื่นชอบที่จะได้พูดคุยอวดผลงานระหว่างกัน ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการสื่อสาร รวมทั้งความภูมิใจในตัวเองด้วย

มุมบล็อก บล็อกต่อหลายประเภทและมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก เด็กๆ จะได้เรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จากการนับ การจำแนกรูปทรง การเปรียบเทียบขนาด พัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาเรขาคณิต และฟิสิกส์ต่อไป

มุมนิทรรศการ เป็นมุมที่จัดไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายประสบการณ์ให้แก่เด็ก ในเรื่องที่เด็กสนใจและให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดแทนการที่ครูเป็นผู้จัด อุปกรณ์ที่จัดวางไว้ ได้แก่ สิ่งของ รูปภาพ หนังสือ บันทึกคำพูดเด็ก และผลงานศิลปะของเด็กที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เด็กสนใจ คุณครูจะเชิญชวนให้เด็กๆ ช่วยกันนำอุปกรณ์มาจากที่บ้าน หรือช่วยกันค้นหาจากในห้องเรียนหรือในโรงเรียน การจัดนิทรรศการจะเปลี่ยนแปลงตามหัวข้อที่เด็กสนใจและกำลังเรียนรู้ตามหลักสูตร

กิจกรรมกลางแจ้ง แม้ว่าจะดูเหมือนมีเหตุโกลาหล เมื่อเด็กๆ ได้ลงสนาม แต่การเล่นกลางแจ้งทำให้คุณหนูๆ ได้เรียนรู้ว่าร่างกายของเขามีความสามารถอะไรบ้าง เจ้าตัวเล็กต้องการกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาความสมดุล และกล้ามเนื้อ

มุมกระบะทราย เครื่องมือในการเล่นทราย ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจหลักวิทยาศาตร์ง่ายๆ เช่นเรื่องของ เหตุและผล นอกจากนั้น การเล่นทรายที่ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดถูกผิด ยังทำให้เด็กๆ รู้สึกเป็นอิสระและประสบความสำเร็จ เมื่อไม่มีเรื่องของถูกผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง

รู้และรับพฤติกรรมวันเปิดเรียน


ในวันแรกของการเปิดภาคเรียน คุณอาจพบเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเจ้าตัวเล็ก แต่นั่นคือวิธีการแสดงออกเพื่อจัดการกับความกังวลเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งไม่คุ้นเคย อย่างวันแรกของการเปิดภาคเรียนซึ่งถ้าสังเกตให้ดีๆ จะพบว่ามีอยู่ 4 ลักษณะด้วยกัน

1. เจ้าหนูขี้แย
ความรู้สึกของลูก : หนูรู้สึกเศร้าที่ต้องห่างคุณพ่อคุณแม่ และอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเพียงลำพัง
วิธีรับมือ : พยายามอย่าให้ลูกเห็นความกังวลของคุณ เล่าให้ลูกฟังถึงสิ่งดีๆ ที่ลูกจะได้ทำที่โรงเรียน และสร้างความมั่นใจว่าคุณก็จะมารับลูกกลับบ้านอย่างแน่นอน คุณอาจแนะนำให้ลูกรู้จักกับคุณครูที่จะคอยดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเขามีที่พึ่งไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ลูกก็จะหยุดร้องไห้หลังจากที่คุณจากมา หากคุณยังกังวลอาจโทรถามครูว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง ก็น่าจะทำให้คุณสบายใจขึ้น

2. เจ้าหนูกล้าๆ (แต่ก็กลัวๆ)
ความรู้สึกของลูก : อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ อย่าบ๊ายบายด้วย เพราะเดี๋ยวน้ำตาไหล จะปั้นแป้งโดว์อยู่อย่างนี้ล่ะ อย่าเงยหน้ามองคุณพ่อคุณแม่นะ กลับไปซะทีสิ อย่าร้องไห้...
วิธีรับมือ : อย่าตกใจหากลูกไม่บ๊ายบายก่อนคุณจะกลับ เพราะลูกกำลังพยายามระงับสติอารมณ์ ดังนั้นคุณไม่ควรกดดันให้ลูกตอบสนอง อย่าพูดว่าคุณจะคิดถึงลูกมากแค่ไหน เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่ และไม่แปลกถ้าลูกอาจร้องไห้ทันทีที่เห็นคุณกลับมารับในตอนเย็น เพราะหนูน้อยพยายามกลั้นอารมณ์ไว้ทั้งวัน ใช้เวลานี้ทำกิจกรรมดีๆ เพื่อผ่อนคลายร่วมกับลูกไม่ว่าจะไปเดินเล่นในสวน แวะกินไอติม เพื่อเรียกรอยยิ้มและให้รางวัลแก่เด็กน้อยผู้เข้มแข็ง

3. เจ้าหนูความรู้สึกช้า
ความรู้สึกของลูก : โรงเรียนไม่เห็นจะน่ากลัวเลย สบาย ขำๆ...2-3 วันหรือ 2-3 สัปดาห์ผ่านไปแง๊!!! แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไว้คนเดียว!!
วิธีรับมือ : พูดคุยกับลูกถึงกิจกรรมสนุกสนานที่ลูกชื่นชอบมากในวันแรกๆ อาจพูดคุยกับครู เพื่อให้คุณครูช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูก รวมทั้ง ใช้เวลาร่ำลาให้น้อยลง อาจจะแค่โบกมือ ส่งจูบ ที่คุณสามารถทำได้ขณะให้ลูกเดินเข้าไปกับคุณครู

4. เจ้าหนูนักสำรวจ
ความรู้สึกของลูก : เดี๋ยวต้องไปสำรวจรอบๆ เสียหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเล่นตรงไหนดี
วิธีรับมือ : ให้เวลากับลูกในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ แล้วจึงช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ลูกกำลังเรียนรู้ขณะที่เขาสำรวจไปรอบๆ คุณอาจจะขอให้คุณครูช่วยหากิจกรรมที่เหมาะสมให้อีกแรง

7 วิธีสยบความกังวล ก่อนเข้ารั้วโรงเรียนวันแรก

วันเปิดเรียนครั้งแรกใกล้เข้ามาทีไร หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ไม่ใช่น้อย กับความกังวลไปต่างๆ นานาทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยที่ตัวเจ้าหนูเองดูจะสบายใจที่สุดเสียด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าหากถึงวันจริงแล้วเจ้าหนูคงต้องมีออกบทบาทงอแงกันอยู่บ้าง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะมีวิธีเตรียมตัวกันไว้ก่อน ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลให้กับทุกคนได้ในวันจริง

1. ทำความรู้จักโรงเรียน คำว่า โรงเรียน สำหรับลูกอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ เด็กบางคนอาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการไปโรงเรียนหมายความว่าอะไร ดังนั้นเมื่อคุณจะพูดเรื่องโรงเรียนกับลูก ควรเลือกพูดในรายละเอียดที่ดูสนุกสนาน เช่น สิ่งที่ลูกจะได้ทำที่โรงเรียน เกมที่เล่นกับเพื่อน รวมทั้งนัดแนะการที่คุณจะไปรับลูกกลับบ้านทุกวัน

2. เยี่ยมชมโรงเรียน สมัยนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ จะมีการเปิดให้คุณพ่อคุณแม่เข้าชมโรงเรียนก่อนตัดสินใจ คุณไม่ควรพลาดที่จะใช้โอกาสดีๆ แบบนี้พาลูกไปสัมผัสกับบรรยากาศจริงของโรงเรียน จะให้ดีพกกล้องไปถ่ายรูปห้องเรียนของลูก เพื่อนๆ รวมถึงคุณครู เมื่อกลับถึงบ้าน นำรูปเหล่านั้นออกมาพูดคุยกับลูกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน

3. เรียกชื่อวิชา ชื่อวิชาและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน อาจไม่ใช่สิ่งที่คุ้นหูสำหรับลูกเท่าไร คุณอาจเตรียมลูกให้พร้อมด้วยการพูดถึงชื่อวิชาต่างๆ ให้บ่อยขึ้นในกิจกรรมที่ลูกทำระหว่างวันที่บ้าน เช่น เมื่อลูกระบายสี คุณอาจบอกลูกว่าที่โรงเรียนลูกก็จะได้ระบายสีเช่นกัน ในชั่วโมงศิลปะ หรือเมื่อลูกออกไปวิ่งเล่น หากอยู่ที่โรงเรียน คุณครูจะเรียกว่านี่เป็นเวลาของวิชาพละ เป็นต้น

4. ซ้อมเดินทาง หากคุณวางแผนให้ลูกขึ้นรถโรงเรียน ก็ควรเล่าเรื่องราวของรถโรงเรียนให้ตื่นเต้นว่าลูกจะได้ไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ หรือหากว่าลูกจะได้นั่งรถไปกับคุณพ่อทุกๆ เช้า ก็น่าจะหาเวลาว่างสักวันหนึ่ง ทำเหมือนว่าไปโรงเรียนจริงๆ เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมพร้อมว่าเขาต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ในเช้าวันแรกก่อนจะไปถึงโรงเรียน

5. ซื้อของกันเถอะ จะมีอะไรสนุกไปกว่าการได้ช้อปปิ้งซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับไปโรงเรียน ไม่ว่าจะกระเป๋าใบใหม่ กล่องดินสอ ยางลบสีสวย ฯลฯ เมื่อซื้อมาแล้ว อย่าคาดหวังให้ลูกเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นไว้จนเปิดเรียน คุณควรอนุญาตให้ลูกใช้เครื่องเขียนชิ้นใหม่ได้ทันที เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกคุ้นเคยและสนุกสนานกับการต้องไปโรงเรียน

6. สอนทักษะ นี่เป็นเวลาอันดีที่คุณจะต้องสอนทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นที่โรงเรียนให้กับลูก หากคุณเห็นว่าลูกเริ่มแบ่งขนมหรือของเล่นให้กับใครสักคน อย่าลืมชมลูกให้กำลังใจลูกด้วย แต่หากลูกยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะแบ่งปันอะไรให้กับใคร ก็น่าจะเริ่มสอนตั้งแต่ตอนนี้

7. พาเข้า Playgroup หากเป็นไปได้วันแรกให้ไปเช้าหน่อย เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาพาลูกไปรู้จักเพื่อนใหม่ก่อน โรงเรียนบางแห่งอาจมีการจัดเพลย์ กรุ๊ป ให้เด็กๆ ในชั้นเรียนซึ่งต่างก็ใหม่ด้วยกัน มาพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตอยู่ในบริเวณด้วย วิธีนี้จะทำให้ลูกคุ้นเคยกับการไปโรงเรียนมากขึ้น

ถึงแม่คุณพ่อคุณแม่จะดูเหมือนว่าจะกังวลใจในการเปิดเรียนของลูกมากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าตัวเจ้าหนูเองก็มีเรื่องให้ต้องกังวลใจอยู่เช่นกัน

4 เรื่องกังวลใจของเจ้าหนู

1. ถ้าหนูปวดอึ๊จะทำยังไง
เด็กวัยนี้ส่วนมากจะเพิ่งเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และมักเป็นกังวลเมื่อต้องเข้าห้องน้ำโดยไม่มีคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ในวันเปิดเรียนหรือก่อนเปิดเรียนคุณจึงควรพาลูกไปดูห้องน้ำที่โรงเรียน และสอนวิธีใช้ให้ลูกด้วย รวมทั้งบอกให้ลูกเข้าใจว่าหากเกิดอุบัติเหตุเลอะเทอะขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่จะบอกให้คุณครูช่วยจัดการ

2. แล้วถ้าคุณครูใจร้ายล่ะ
บอกให้ลูกเข้าใจว่า คุณครูทุกคนเลือกอาชีพนี้ก็เพราะความรักที่มีต่อเด็กๆ เพราะฉะนั้นคุณครูจะไม่ใจร้าย คุณครูที่ดีจะสามารถอดทน และใจเย็น และมีกิจกรรมดีๆ มาสอนเด็กๆ ให้สนุกอยู่เสมอ

3. หนูไม่รู้จักใครสักคนที่โรงเรียน
เน้นย้ำว่า ส่วนที่สนุกในการไปโรงเรียนก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ ลองเล่าเรื่องวัยเรียนของคุณ เรื่องการทำความรู้จักกับเพื่อนในวันแรก ประสบการณ์ที่คุณเล่าอาจช่วยให้ลูกเอาชนะความกลัวได้

4. ถ้าคุณครูถามแล้วตอบไม่ได้ ทำไงดีน้า
สอนลูกว่ามันไม่เป็นไรที่จะบอกคุณครูว่า หนูไม่รู้ เช่นเดียวกันกับการที่ลูกจะยกมือเพื่อบอกว่า หนูไม่เข้าใจ บอกลูกว่า หน้าที่ของคุณครูคือการช่วยให้ลูกเรียนรู้ และเข้าใจเรื่องต่างๆ ไม่มีใครรู้คำตอบของทุกสิ่งในโลก และคุณครูส่วนใหญ่จะยินดีที่จะอธิบายในสิ่งที่เด็กไม่รู้