ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

รับมือการบาดเจ็บของวัยเรียนรู้

การที่ให้ลูกได้ออกไปเรียนรู้โลกใหม่จากการออกไปเล่นสนุกนอกบ้านนั้น คือทักษะที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปปิดกั้น แต่ในบางคราวความสนุกก็อาจนำมาซึ่งความเจ็บตัวได้เหมือนกัน ซึ่งก็เหมือนเป็นบทเรียนให้เขาได้เรียนรู้ในความผิดพลาดครั้งนี้ ส่วนคุณพ่อคุณแม่เพียงต้องต้องรู้วิธีรักษาเบื้องต้นไว้ด้วย

อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการเรียนรู้

แผลฟกช้ำดำเขียว-เกิดจากการถูกกระแทกที่ผิวหนังจน มีเลือดออกจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วรวมตัวกันบริเวณใกล้ผิวหนังชั้นบนสุด ทำให้มองเห็นเป็นรอยสีคล้ำดำและม่วง และอาจมีอาการปวดบวมอักเสบร่วมด้วย
วิธีรักษา
ขณะที่รอยฟกช้ำยังมีสีแดงอยู่ให้ประคบเย็นที่รอยฟกช้ำทันที จะช่วยลดความเจ็บปวด และลดอาการบวมของรอยช้ำ
ประคบเย็นต่อเนื่องไปทุกๆ 15 นาที ใน 24 ชั่วโมง
หลังจาก 48 ชั่วโมง ให้ประคบร้อน เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ใครั้งละ 10 นาที 2-3 ครั้งต่อวัน

แผลถลอก-เป็นการเกิดบาดแผลที่บริเวณชั้นผิวหนังชั้นเพียงตื้นๆ เท่านั้นคุณพอคุณแม่ไม่ต้องตกใจ มีลักษณะเป็นขุยขาวๆ ที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจจะมีเลือดหรือน้ำเหลือง ซึมออกมาจากบาดแผลบ้างเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับเกิดเหตุแรงเพียงใด
วิธีรักษา
ล้างแผลด้วยน้ำสุกและสบู่ ถ้ามีกรวดดินอยู่ในแผล ควรล้างเอากรวดดินในแผลออกให้หมด
ใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบๆ แผล
ทาแผลด้วยทิงเจอร์สำหรับใส่แผลสด
ไม่ต้องใช้ผ้ากอซหรือพลาสเตอร์ปิดแผล และหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ เพื่อให้แผลแห้งและหายเร็ว

แผลสด-เกิดจากการที่ของแข็งที่มีผิวหยาบ มากระทบหรือเสียดสีกับผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการขีดข่วนของของมีคม เช่นลวดหนาม เส้นลวดหรือเศษไม้ เป็นต้น แผลที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะค่อนข้างลึกเป็นเส้นหรือเป็นแนว มีเลือดออก
วิธีรักษา
ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลทุกครั้ง
ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ เช็ดรอบแผลจากในวนออกมาข้างนอกทางเดียว ห้ามเช็ดลงในแผล หรือวนกลับไปกลับมา แล้วทาบริเวณแผลด้วยน้ำยาโพวิโดนไอโอดีน
ปิดแผลด้วยผ้ากอซหรือผ้าสะอาด
ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ เพราะอาจทำให้แผลหายช้า หรือเป็นหนอง
ควรทำความสะอาดแผล เปลี่ยนผ้ากอซวันละ 1 ครั้ง จนกว่าแผลจะหาย
ถ้าพบว่ามีเลือดออกมาก หรือภายใน 1 ชั่วโมงเลือดยังไม่หยุดไหลให้รีบส่งโรงพยาบาลทันที

ข้อเท้าแพลง-เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ง่ายในเด็ก เนื่องจากการทรงตัวยังไม่ดีนัก เกิดจากการบิดของข้อเท้าที่เกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การหกล้ม หรือการวิ่ง ส่วนใหญ่จะเกิดจากการเดินสะดุดก้อนหิน ขอบถนน พื้นที่ไม่เรียบ หรือต่างระดับกัน เป็นต้น
วิธีรักษา
ให้ข้อนั้นอยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยกสูงไว้
ในกรณีที่เพิ่งเป็นหรือยังไม่เกิน 48 ชั่วโมง ข้อยังไม่บวมหรือบวมน้อย ให้ประคบด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งนาน 15-30 นาที วันละ 2 ครั้ง
หลัง 48 ชั่วโมงไปแล้ว เมื่อพบว่าข้อบวมเต็มที่ ให้ประคบด้วยน้ำร้อน
ถ้าเป็นมากจนเคลื่อนไหวข้อนั้นไม่ได้เลย ควรรีบเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาล

อนุบาล เขาเรียนอะไรกันบ้างนะ

แม้จะดูเหมือนว่าเด็กอนุบาลสนุกกับกิจกรรมและเกมต่างๆ แต่ความสนุกเหล่านั้นล้วนสอดแทรกไปด้วยการเรียนรู้ การฝึกทักษะ และพัฒนาการของเด็กๆ

มุมและกิจกรรมต่างๆ ที่ลูกจะได้เรียนรู้

มุมนิทาน มุมที่มีหนังสือหลากหลายตามหัวข้อที่เด็กสนใจ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามโอกาส หากมีปูพรม มีหมอนขนาดต่างๆ วางไว้ จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดใหห้เด็กๆ เข้าไปอ่าน แค่เพียงการฟังและดูภาพตามในขณะที่คุณครูเล่าเรื่องราวจากหนังสือนิทาน เด็กก็จะเริ่มคุ้นเคยกับเทคนิคทางภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเทคนิคการอ่านหนังสือ เข้าใจว่าคำศัพท์และตัวอักษรคืออะไร จินตนาการที่เกิดจากฟังและและการมองภาพ และเมื่อใดที่คุณครูไม่อยู่ หนูๆ ก็เรียนรู้ที่จะเล่าเรื่องราวจากภาพที่เห็นในหนังสือ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรักการอ่านที่ดี หากเปิดโอกาสให้เด็กยืมหนังสือกลับบ้านได้ ก็จะช่วยกระตุ้นในเรื่องของความรับผิดชอบได้ดียิ่งขึ้น

มุมของเล่น ไม่ว่าจะเป็นเลโก้ หรือจิ๊กซอว์ รถ ฯลฯ เด็กๆ จะได้พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้สมาธิ และการประสานงานระหว่างมือและสายตา ที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับการจำแนก การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง การเรียงลำดับ และการนับ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญทางคณิตศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมกับพัฒนาการ รวมทั้งยังส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสเพื่อการรับรู้และเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ อีกด้วย และหากลูกเล่นคนเดียวก็ยังได้ฝึกการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นของเล่นที่เล่นได้หลายคนอย่าง ชุดเครื่องครัว ชุดทำอาหารก็จะช่วยฝึกในเรื่องการรู้จักแบ่งปันและมนุษยสัมพันธ์ได้อีกด้วย

มุมวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติของเด็กดทุกคนจะมีความเป็นนักสำรวจโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า อยู่ในตัวเอง เด็กจะใช้การดู ฟัง ดม ชิม และสัมผัสเพื่อค้นหาคำตอบ มุมวิทยาศาสตร์จึงเป็นมุมที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็กได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์เลี้ยงอย่างหนูแฮมสเตอร์ หรือต้นไม้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้การคิดวิเคราะห์ ฝึกทดลองหาความจริง ตั้งคำถาม และหาคำตอบ

กิจกรรมรวม(นั่งล้อมเป็นวงกลม) ฝึกให้คุณหนูๆ รู้จักอดทน ฝึกระเบียบวินัย รวมทั้งการพูดคุย ทำกิจกรรมพร้อมกับเพื่อน ยังฝึกลูกเรื่องทักษะการเข้าสังคมด้วย

มุมศิลปะ เป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารได้ดีที่สุดในเด็กวัยนี้ โดยใช้สีเทียน สีไม้ สีน้ำ กรรไกรสำหรับเด็ก กาว พู่กัน มีความสำคัญในการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็ก และการทำงานประสานกันระหว่างมือกับสายตาได้อย่างดี รวมทั้งเด็กๆ ก็ชื่นชอบที่จะได้พูดคุยอวดผลงานระหว่างกัน ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการสื่อสาร รวมทั้งความภูมิใจในตัวเองด้วย

มุมบล็อก บล็อกต่อหลายประเภทและมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของเด็ก เด็กๆ จะได้เรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จากการนับ การจำแนกรูปทรง การเปรียบเทียบขนาด พัฒนาทักษะด้านมิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนวิชาเรขาคณิต และฟิสิกส์ต่อไป

มุมนิทรรศการ เป็นมุมที่จัดไว้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายประสบการณ์ให้แก่เด็ก ในเรื่องที่เด็กสนใจและให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดแทนการที่ครูเป็นผู้จัด อุปกรณ์ที่จัดวางไว้ ได้แก่ สิ่งของ รูปภาพ หนังสือ บันทึกคำพูดเด็ก และผลงานศิลปะของเด็กที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เด็กสนใจ คุณครูจะเชิญชวนให้เด็กๆ ช่วยกันนำอุปกรณ์มาจากที่บ้าน หรือช่วยกันค้นหาจากในห้องเรียนหรือในโรงเรียน การจัดนิทรรศการจะเปลี่ยนแปลงตามหัวข้อที่เด็กสนใจและกำลังเรียนรู้ตามหลักสูตร

กิจกรรมกลางแจ้ง แม้ว่าจะดูเหมือนมีเหตุโกลาหล เมื่อเด็กๆ ได้ลงสนาม แต่การเล่นกลางแจ้งทำให้คุณหนูๆ ได้เรียนรู้ว่าร่างกายของเขามีความสามารถอะไรบ้าง เจ้าตัวเล็กต้องการกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาความสมดุล และกล้ามเนื้อ

มุมกระบะทราย เครื่องมือในการเล่นทราย ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจหลักวิทยาศาตร์ง่ายๆ เช่นเรื่องของ เหตุและผล นอกจากนั้น การเล่นทรายที่ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดถูกผิด ยังทำให้เด็กๆ รู้สึกเป็นอิสระและประสบความสำเร็จ เมื่อไม่มีเรื่องของถูกผิดเข้ามาเกี่ยวข้อง

รู้และรับพฤติกรรมวันเปิดเรียน


ในวันแรกของการเปิดภาคเรียน คุณอาจพบเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเจ้าตัวเล็ก แต่นั่นคือวิธีการแสดงออกเพื่อจัดการกับความกังวลเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งไม่คุ้นเคย อย่างวันแรกของการเปิดภาคเรียนซึ่งถ้าสังเกตให้ดีๆ จะพบว่ามีอยู่ 4 ลักษณะด้วยกัน

1. เจ้าหนูขี้แย
ความรู้สึกของลูก : หนูรู้สึกเศร้าที่ต้องห่างคุณพ่อคุณแม่ และอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยเพียงลำพัง
วิธีรับมือ : พยายามอย่าให้ลูกเห็นความกังวลของคุณ เล่าให้ลูกฟังถึงสิ่งดีๆ ที่ลูกจะได้ทำที่โรงเรียน และสร้างความมั่นใจว่าคุณก็จะมารับลูกกลับบ้านอย่างแน่นอน คุณอาจแนะนำให้ลูกรู้จักกับคุณครูที่จะคอยดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าเขามีที่พึ่งไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ลูกก็จะหยุดร้องไห้หลังจากที่คุณจากมา หากคุณยังกังวลอาจโทรถามครูว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง ก็น่าจะทำให้คุณสบายใจขึ้น

2. เจ้าหนูกล้าๆ (แต่ก็กลัวๆ)
ความรู้สึกของลูก : อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ อย่าบ๊ายบายด้วย เพราะเดี๋ยวน้ำตาไหล จะปั้นแป้งโดว์อยู่อย่างนี้ล่ะ อย่าเงยหน้ามองคุณพ่อคุณแม่นะ กลับไปซะทีสิ อย่าร้องไห้...
วิธีรับมือ : อย่าตกใจหากลูกไม่บ๊ายบายก่อนคุณจะกลับ เพราะลูกกำลังพยายามระงับสติอารมณ์ ดังนั้นคุณไม่ควรกดดันให้ลูกตอบสนอง อย่าพูดว่าคุณจะคิดถึงลูกมากแค่ไหน เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแย่ และไม่แปลกถ้าลูกอาจร้องไห้ทันทีที่เห็นคุณกลับมารับในตอนเย็น เพราะหนูน้อยพยายามกลั้นอารมณ์ไว้ทั้งวัน ใช้เวลานี้ทำกิจกรรมดีๆ เพื่อผ่อนคลายร่วมกับลูกไม่ว่าจะไปเดินเล่นในสวน แวะกินไอติม เพื่อเรียกรอยยิ้มและให้รางวัลแก่เด็กน้อยผู้เข้มแข็ง

3. เจ้าหนูความรู้สึกช้า
ความรู้สึกของลูก : โรงเรียนไม่เห็นจะน่ากลัวเลย สบาย ขำๆ...2-3 วันหรือ 2-3 สัปดาห์ผ่านไปแง๊!!! แม่จ๋า อย่าทิ้งหนูไว้คนเดียว!!
วิธีรับมือ : พูดคุยกับลูกถึงกิจกรรมสนุกสนานที่ลูกชื่นชอบมากในวันแรกๆ อาจพูดคุยกับครู เพื่อให้คุณครูช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูก รวมทั้ง ใช้เวลาร่ำลาให้น้อยลง อาจจะแค่โบกมือ ส่งจูบ ที่คุณสามารถทำได้ขณะให้ลูกเดินเข้าไปกับคุณครู

4. เจ้าหนูนักสำรวจ
ความรู้สึกของลูก : เดี๋ยวต้องไปสำรวจรอบๆ เสียหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเล่นตรงไหนดี
วิธีรับมือ : ให้เวลากับลูกในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ แล้วจึงช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ลูกกำลังเรียนรู้ขณะที่เขาสำรวจไปรอบๆ คุณอาจจะขอให้คุณครูช่วยหากิจกรรมที่เหมาะสมให้อีกแรง

7 วิธีสยบความกังวล ก่อนเข้ารั้วโรงเรียนวันแรก

วันเปิดเรียนครั้งแรกใกล้เข้ามาทีไร หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ไม่ใช่น้อย กับความกังวลไปต่างๆ นานาทั้งที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยที่ตัวเจ้าหนูเองดูจะสบายใจที่สุดเสียด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าหากถึงวันจริงแล้วเจ้าหนูคงต้องมีออกบทบาทงอแงกันอยู่บ้าง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะมีวิธีเตรียมตัวกันไว้ก่อน ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลให้กับทุกคนได้ในวันจริง

1. ทำความรู้จักโรงเรียน คำว่า โรงเรียน สำหรับลูกอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ เด็กบางคนอาจไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าการไปโรงเรียนหมายความว่าอะไร ดังนั้นเมื่อคุณจะพูดเรื่องโรงเรียนกับลูก ควรเลือกพูดในรายละเอียดที่ดูสนุกสนาน เช่น สิ่งที่ลูกจะได้ทำที่โรงเรียน เกมที่เล่นกับเพื่อน รวมทั้งนัดแนะการที่คุณจะไปรับลูกกลับบ้านทุกวัน

2. เยี่ยมชมโรงเรียน สมัยนี้โรงเรียนส่วนใหญ่ จะมีการเปิดให้คุณพ่อคุณแม่เข้าชมโรงเรียนก่อนตัดสินใจ คุณไม่ควรพลาดที่จะใช้โอกาสดีๆ แบบนี้พาลูกไปสัมผัสกับบรรยากาศจริงของโรงเรียน จะให้ดีพกกล้องไปถ่ายรูปห้องเรียนของลูก เพื่อนๆ รวมถึงคุณครู เมื่อกลับถึงบ้าน นำรูปเหล่านั้นออกมาพูดคุยกับลูกเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน

3. เรียกชื่อวิชา ชื่อวิชาและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน อาจไม่ใช่สิ่งที่คุ้นหูสำหรับลูกเท่าไร คุณอาจเตรียมลูกให้พร้อมด้วยการพูดถึงชื่อวิชาต่างๆ ให้บ่อยขึ้นในกิจกรรมที่ลูกทำระหว่างวันที่บ้าน เช่น เมื่อลูกระบายสี คุณอาจบอกลูกว่าที่โรงเรียนลูกก็จะได้ระบายสีเช่นกัน ในชั่วโมงศิลปะ หรือเมื่อลูกออกไปวิ่งเล่น หากอยู่ที่โรงเรียน คุณครูจะเรียกว่านี่เป็นเวลาของวิชาพละ เป็นต้น

4. ซ้อมเดินทาง หากคุณวางแผนให้ลูกขึ้นรถโรงเรียน ก็ควรเล่าเรื่องราวของรถโรงเรียนให้ตื่นเต้นว่าลูกจะได้ไปโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนๆ หรือหากว่าลูกจะได้นั่งรถไปกับคุณพ่อทุกๆ เช้า ก็น่าจะหาเวลาว่างสักวันหนึ่ง ทำเหมือนว่าไปโรงเรียนจริงๆ เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมพร้อมว่าเขาต้องทำอะไร อย่างไรบ้าง ในเช้าวันแรกก่อนจะไปถึงโรงเรียน

5. ซื้อของกันเถอะ จะมีอะไรสนุกไปกว่าการได้ช้อปปิ้งซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับไปโรงเรียน ไม่ว่าจะกระเป๋าใบใหม่ กล่องดินสอ ยางลบสีสวย ฯลฯ เมื่อซื้อมาแล้ว อย่าคาดหวังให้ลูกเก็บอุปกรณ์เหล่านั้นไว้จนเปิดเรียน คุณควรอนุญาตให้ลูกใช้เครื่องเขียนชิ้นใหม่ได้ทันที เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกคุ้นเคยและสนุกสนานกับการต้องไปโรงเรียน

6. สอนทักษะ นี่เป็นเวลาอันดีที่คุณจะต้องสอนทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นที่โรงเรียนให้กับลูก หากคุณเห็นว่าลูกเริ่มแบ่งขนมหรือของเล่นให้กับใครสักคน อย่าลืมชมลูกให้กำลังใจลูกด้วย แต่หากลูกยังไม่ได้เรียนรู้ที่จะแบ่งปันอะไรให้กับใคร ก็น่าจะเริ่มสอนตั้งแต่ตอนนี้

7. พาเข้า Playgroup หากเป็นไปได้วันแรกให้ไปเช้าหน่อย เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาพาลูกไปรู้จักเพื่อนใหม่ก่อน โรงเรียนบางแห่งอาจมีการจัดเพลย์ กรุ๊ป ให้เด็กๆ ในชั้นเรียนซึ่งต่างก็ใหม่ด้วยกัน มาพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกันโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตอยู่ในบริเวณด้วย วิธีนี้จะทำให้ลูกคุ้นเคยกับการไปโรงเรียนมากขึ้น

ถึงแม่คุณพ่อคุณแม่จะดูเหมือนว่าจะกังวลใจในการเปิดเรียนของลูกมากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าตัวเจ้าหนูเองก็มีเรื่องให้ต้องกังวลใจอยู่เช่นกัน

4 เรื่องกังวลใจของเจ้าหนู

1. ถ้าหนูปวดอึ๊จะทำยังไง
เด็กวัยนี้ส่วนมากจะเพิ่งเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และมักเป็นกังวลเมื่อต้องเข้าห้องน้ำโดยไม่มีคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ในวันเปิดเรียนหรือก่อนเปิดเรียนคุณจึงควรพาลูกไปดูห้องน้ำที่โรงเรียน และสอนวิธีใช้ให้ลูกด้วย รวมทั้งบอกให้ลูกเข้าใจว่าหากเกิดอุบัติเหตุเลอะเทอะขึ้นมา ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ที่จะบอกให้คุณครูช่วยจัดการ

2. แล้วถ้าคุณครูใจร้ายล่ะ
บอกให้ลูกเข้าใจว่า คุณครูทุกคนเลือกอาชีพนี้ก็เพราะความรักที่มีต่อเด็กๆ เพราะฉะนั้นคุณครูจะไม่ใจร้าย คุณครูที่ดีจะสามารถอดทน และใจเย็น และมีกิจกรรมดีๆ มาสอนเด็กๆ ให้สนุกอยู่เสมอ

3. หนูไม่รู้จักใครสักคนที่โรงเรียน
เน้นย้ำว่า ส่วนที่สนุกในการไปโรงเรียนก็คือการได้เจอเพื่อนใหม่ ลองเล่าเรื่องวัยเรียนของคุณ เรื่องการทำความรู้จักกับเพื่อนในวันแรก ประสบการณ์ที่คุณเล่าอาจช่วยให้ลูกเอาชนะความกลัวได้

4. ถ้าคุณครูถามแล้วตอบไม่ได้ ทำไงดีน้า
สอนลูกว่ามันไม่เป็นไรที่จะบอกคุณครูว่า หนูไม่รู้ เช่นเดียวกันกับการที่ลูกจะยกมือเพื่อบอกว่า หนูไม่เข้าใจ บอกลูกว่า หน้าที่ของคุณครูคือการช่วยให้ลูกเรียนรู้ และเข้าใจเรื่องต่างๆ ไม่มีใครรู้คำตอบของทุกสิ่งในโลก และคุณครูส่วนใหญ่จะยินดีที่จะอธิบายในสิ่งที่เด็กไม่รู้

พัฒนาสมอง จากการเคลื่อนไหว


มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวภายในหรือภายนอกร่างกาย ทั้งการกิน การขับถ่าย การหายใจ การเดิน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่สำคัญของมนุษย์ เพราะชีวิตคือการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวจะทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้นเพื่อสนองการดำรงอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวเป็นการทำงานของสมองที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาสมองได้ด้วยการเคลื่อนไหว และที่สำคัญสมองมนุษย์จะพัฒนาได้ดีตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงประมาณ 8 ขวบ ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาทองที่คุณพ่อคุณแม่จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมองลูกได้มากที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ คือให้ลูกได้ฝึกการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ที่จะช่วยพัฒนาให้สมองลูกแข็งแรง สมองทั้งสองซีกทำงานได้อย่างสมดุล ทั้งยังส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนให้มากขึ้น และช่วยให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดของลูกได้เป็นอย่างดี ถือเป็นวิธีการเตรียมความพร้อมให้แก่ลูก คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถใช้การเคลื่อนไหวเป็นกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาสมองให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

เทคนิคการบริหารสมองด้วยการเคลื่อนไหวนั้นมีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่การเล่นไปจนถึงการออกำลังกาย แต่การยืดส่วนต่างๆ ของร่างการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและยังประหยัดเวลา ทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไวของสมองเด็กได้เป็นอย่างดี ช่วยให้สมองส่วนหน้าและส่วนหลังผ่อนคลาย

การยืดส่วนต่างๆ ของร่างกายมีวิธีปฏิบัติอยู่ 3 วีธี คือ
1.การยืดกล้ามเนื้อแบบกระทำเป็นจังหวะ เป็นการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะซ้ำๆ โดยอาศัยการยืดและการหดตัวดึงกลับ ของกล้ามเนื้อและเอ็นส่วนที่ต้องยืด ในลักษณะที่เกินกว่ามุมการเคลื่อนไหวปกติ เช่น ท่าดึงศอก ให้ยืนตรงกางเท้าออก เอามืออ้อมไปกุมประสานกันไว้ที่ด้ายหลัง หายใจเข้าพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้นหพร้อมๆ กัน จนรู้สึกตึงและผ่านจุดตึงไปเล็กน้อย จากนั้นปล่อยกลับแล้วดึงใหม่เช่นเดิม ให้ทำเป็นจังหวะ เคลื่อนไหวซ้ำๆ กัน

2. การยืดกล้ามเนื้อแบบหยุดนิ่งค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายของการเคลื่อนไหว ใช้วิธีการยืดกล้ามเนื้อจนกระทั่งสัมผัสจุดตึงตัว จะรู้สึกว่ามีอาการตึงปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ให้หยุดนิ่งค้างไว้แล้วให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกปกติ เช่น ท่าก้มตัวมือแตะพื้น ยืนตรงกางขาออก ชูมือทั้ง 2 ข้างขึ้นเหนือหัวพร้อมกับหายใจเข้า จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวเอามือแตะพื้น โดยห้ามงอขา หายใจออกแล้วนับ 1-10 จึงค่อยๆ ยกตัวขึ้น

3. การยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบ โดยใช้วิธีการหด และคลายตัวของกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวโดยตรง สลับกับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวนั้นตัวอย่างในการบริหาร เช่น ท่าไขว้แขน ยืนไขว้ขาทั้งสองข้างขั้นตอนการปฏิบัติ หายใจเข้าชูแขนขึ้นแนบใบหู หายใจออกพร้อมกับโล้ตัวก้มศีรษะลงไขว้แขนแล้วหายใจเข้าชูแขนขึ้น เปลี่ยนขาทำสลับทำเช่นเดียวกัน

เทคนิคการบริหารสมองลูกด้วยการยืดตัวนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกฝึกด้วยตัวเขาเอง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีอธิบายแล้วทำพร้อมๆ ไปกับลูก เพราะการให้ลูกได้สังเกตแล้วปฏิบัติด้วยตนเองจะให้ผลในการพัฒนาสมองดีกว่า

การเลือกซื้อชุดเด็ก

การเลือกซื้อชุดเด็ก

ในการเลือกซื้อชุดเด็กให้ เหมาะกับเด็กๆ เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมอยากจะเลือกสิ่งที่ดีให้กับลูกของเราเอง และเมื่อเด็กเกิดมา ร่างกายและผิวเด็กยังบอบบาง และยังไม่สามารถทนต่อการเสียดสีของเสื้อผ้าหรือสิ่งรอบข้างได้ ดังนั้น เมื่อลูกน้อย ของคุณๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา คุณพ่อและคุณแม่ จำเป็นต้อง จัดเตรียมเสื้อผ้า หรือ ผ้าอ้อมที่ สะอาด เพื่อใช้ผลัดเปลี่ยน ให้เพียงพอ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึง ในการเลือกซื้อหรือจัดเตรียม เสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน หรือ ลูกน้อยของคุณๆ มีดังนี้

1. ควรเป็นเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย ซักล้างง่าย สามารถใช้กับเครื่องซักผ้าได้

2. สวมใส่ สะดวก สบาย สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย เพราะเด็กอ่อน จะขับถ่ายบ่อย

3. ควรเป็น ชุดที่สามารถ รักษาอุณหภูมิ ของร่างกายได้ดี เช่น ชุดเสื้อกางเกงติดกัน

4. ปลายแขนเสื้อ หรือปลายขา ควรเป็นแบบธรรมดา และถุงมือเด็ก ถุงเท้าเด็ก ควรแยกชิ้นต่างหาก

5. คอเสื้อเด็ก ควรกว้าง ยืดได้สะดวกในการสวมใส่

6. กางเกงเด็ก ควรเป็น แบบยางยืด หรือเชือกผูก แบบง่ายๆ แต่ไม่ควรจะรัดแน่นจนเกินไป

7. เมื่ออากาศเย็น ควรให้ลูกน้อย ของคุณสวมใส่ ถุงมือ หรือ หมวก เพื่อรักษาความอบอุ่น

8. ในวันที่อากาศร้อน หรือ ต้องออกไปเจอแสงแดด ควรให้ลูกน้อย สวมใส่หมวกกันแดด

9. รองเท้า หรือ ถุงเท้า ควรเป็นแบบ ผ้ายืด ที่อ่อนนุ่ม ไม่ควรสวมแบบที่คับ จนเกินไป

10.ไม่ ควรใช้ ผงซักฟอก ที่มีเอนไซม์ย่อยสลายสิ่งสกปรก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะ จะทำให้ระคายเคือง ต่อผิวหนังของ ทารก ควรใช้ผงซักฟอก สำหรับ เด็กอ่อนโดยเฉพาะ

รายการชุดเด็กและของใช้เด็ก ที่จำเป็นมีดังนี้

- ชุดลำลองผ้าฝ้าย หรือ ชุดที่สวมใส่สบาย

เสื้อกล้ามเด็ก หรือเสื้อยืดเด็ก แบบเปิดปิดเป้าได้

ชุดนอนเด็ก ยาว หรือชุดที่ติดกัน เพื่อรักษาอุณหภูมิ

เสื้อกันหนาวเด็ก หรือ กันลม ในกรณีหน้าหนาว หรือ ออกนอกบ้าน

- ชุดออกนอกบ้าน ควรเป็นชุดที่ สวมใส่สบาย น่ารัก

หมวกไหมพรมเด็ก หมวกกันแดดเด็ก

- ถุงเท้า ถุงมือ

- รองเท้า

ที่สำคัญ การเลือกขนาด ชุดเด็ก ควรเผื่อขนาดสำหรับแผ่นรองกันเปื้อนหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปไว้ด้วย

ชุดเด็กอ้วน..สำหรับเด็กเจ้าเนื้อ สำหรับคุณแม่ที่หลงในแฟชั่น


ชุดเด็กอ้วน



ไม่ต้องกลุ้มใจไปนะคะ คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ ร่างอวบทั้งหลาย เปิดเว็บ Good MeMee เมื่อไรรับรองไม่ว่าคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนคุณแม่ที่มีลูกอ้วนผอมก็สวยได้ เหมือนๆ กัน วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกเสือผ้าสำหรับคุณแม่ที่มีลูกอ้วนเจ้าเนื้อที่ หลงใหลในแฟชั่นและรักการแต่งตัวมาฝากกัน





ลองถ้าเราเป็นคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนมากๆ แล้ว การใส่ชุดเด็กสีทึบ ดำๆ เข้มๆ คงไม่ช่วยอะไรมากนัก ฉะนั้น คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ

ควรเปลี่ยนความคิดหันมาเริ่งร่าใส่ชุดเด็กเด็กสีสดใส หรือสีพาสเทลหวานๆ ก็ดูน่ารักไม่หยอก

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ ควรหลีกเลี่ยงการสวมชุดเด็กที่หลวมเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ดูรุ่มร่ามแล้ว ยังทำให้ดูตัวใหญ่ขึ้นด้วย ไม่ควรเลยจริงๆ ค่ะ

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนเจ้าเนื้อทั้งหลาย ควรเลี่ยงเสื้อแขนยาวถึงข้อมือ เพราะจะทำให้คุณดูตัน แถมยังดูแขนสั้นลงด้วย ควรเลือกเสื้อที่เป็นแขนสามส่วนแทน และควรเลือกสีสันสดใส เพื่อกลบเกลื่อนจุดบกพร่องของคุณ

- ชุดเด็กลายขวาง ยังคงเป็นจุดอับของชีวิตคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนทั้งหลาย ควรห่างให้ไกลจะดีที่สุดค่ะ ควรหันไปใส่ชุดเด็กลายอื่นแทน ไม่อย่างนั้นชีวิตเศร้าแน่ค่ะ

- ลักษณะชุดเด็กเด็กอ้วน คววรจะเป็นผ้ายืดที่สวมใส่สบาย ไม่รัดหุ่นจนเกินไป หรือเป็นผ้าที่พลิ้วไหวทั้งตัว ชุดอาจจะเน้นที่เนินอกแล้วเริ่มพลิ้วออกทีละนิด ขนานไปกับร่างกาย ซึ่งจะดูพอดีตัว

- คนอ้วนมักจะคอสั้น ควรเลือกชุดเด็กที่ทำให้ดูคอยาวขึ้น อาจจะเป็นเสื้อคอเชิ้ตหรือคอวี เพราะจะช่วยเพิ่มความยาวของใบหน้าและลำคอได้ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ควรหลีกเลี่ยงเสื้อคอปิด หรือคอสูง เพราะจะทำให้ใบหน้าของคุณดูใหญ่ขึ้น

- ถึงแม้คุณแม่ที่มีลูกอ้วนร่างอวบจะชอบความวับวามของเลื่อมพรายแค่ไหน แต่ขอเตือนว่าอย่าแตะต้องชุดเด็กแนวนี้ให้ชีวิตคุณหม่นหมองเลยค่ะ เพราะชุดเด็กที่มีความมันวาวจะขยายทุกสิ่งอย่างให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนที่ชอบใส่กระโปรง แนะนำเป็นทรงตรงหรือทรงกระบอก กระโปรงที่ยาวเหนือเข่าจะทำให้ขาคุณดูเรียวยาวขึ้น

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนที่ก้นใหญ่ ควรเลือกสวมกางเกงรัดรูปสีเข้มๆ หรือสีดำ เพื่ออำพรางว่าก้นคุณไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แล้วเลือกเล่นกับเสื้อที่สีสันสดใสร้อนแรงแทน

ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วน แต่ก็อยากสวยเหมือนกัน เรื่องแฟชั่นไม่เข้าใครออกใคร ขอเพียงคุณมีความมั่นใจก็สวยได้เหมือนกันค่ะ และปัจจุบันก็มีร้านชุดเด็กสำหรับคนอ้วนให้เลือกมากมาย คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนจะอยู่เฉยกันทำไมล่ะคะ ไปช้อปปิ้งชุดเด็กกันดีกว่า อ้อ ! อย่าลืมดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ เพราะคุณคงไม่อยากอ้วนไปตลอดกาล จริงไหมคะคุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ

ชุดเด็ก