ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ทฤษฎีพหุปัญญา Theory of Multiple Intelligences

ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยา นักการศึกษา และศาสตราจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University, USA เจ้าของ ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ผู้ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์โดยปกตินั้นมีปัญญา ความสามารถในตัวตนอยู่หลายด้านด้วยกัน ซึ่งปัญญา ความสามารถแต่ละด้านนั้นจะมีความโดดเด่นในตัวตนคนหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ เชื่อว่าความสามารถของคนมีหลายด้าน ไม่ได้มีเฉพาะด้านคณิตศาสตร์ หรือภาษาเพียงอย่างเดียว ทฤษฎีนี้ไม่ได้มุ่งหวังที่จะชี้วัดความฉลาดหรือความเก่งของเด็ก แต่ทฤษฎีนี้เป็นตัวชี้ให้พ่อแม่เข้าใจถึงความเป็นตัวตนของลูกมากขึ้น

โฮวาร์ด การ์ดเนอร์นั้นได้ค้นพบพหุปัญญาเบื้องต้นอย่างน้อย 8 ด้านด้วยกัน ดังนี้

ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมือง รวมถึงภาษาอื่นๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วย สามารถรับรู้เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจตามที่ต้องการ ในตัวเด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้ มักจะเป็นกวี นักเขียน นักพูด นักหนังสือพิมพ์ ครู ทนายความ หรือนักการเมือง เป็นต้น

ปัญญาด้านตรรกศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ในตัวเด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้มักที่จะเป็นนักบัญชี นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนโปรแกรม หรือวิศวกร เป็นต้น

ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)
ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทางและตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกมาอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง ในตัวเด็กที่โดดเด่นด้านนี้จะมีทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ สายวิทย์มักที่จะเป็นนักประดิษฐ์ วิศวกร ส่วนสายศิลป์ก็มักเป็นศิลปินในแขนงต่างๆ เช่น จิตรกร วาดรูป ระบายสี เขียนการ์ตูน นักปั้น นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก เป็นต้น

ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)
ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีตและความไวทางประสาทสัมผัส เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักกีฬา หรือไม่ก็ศิลปินในแขนงนักแสดง นักฟ้อน นักเต้น นักบัลเล่ย์ หรือนักแสดงกายกรรม เป็นต้น

ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำและการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง หรือนักร้อง เป็นต้น

ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน เด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้มักที่จะเป็นครู อาจารย์ ผู้ให้คำปรึกษา นักการทูต เซลล์แมน พนักงานขายตรง พนักงานต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ เป็นต้น

ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไรควรเผชิญหน้า เมื่อไรควรหลีกเลี่ยง เมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักคิด นักปรัชญา หรือนักวิจัย เป็นต้น

ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกตเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือนักสำรวจธรรมชาติ เป็นต้น

เล่นเสริมสมองให้เจ้าหนูในขวบปีแรก

กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นโดยอาศัยส่วนต่างๆ ของสมองที่มีหน้าที่แตกต่างกัน

มาร่วมทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ซึ่งในขั้นตอนของการพัฒนาไหวพริบให้ลูกนั้น เป็นการให้สมองน้อยๆ ของลูกได้มีโอกาสคิดและเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ของสมอง

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถจะช่วยกระตุ้นลูกน้อยของคุณได้หลายวิธี ดังนี้

1.นำโลกรอบตัวมาแนะนำให้ลูกได้รู้จัก เช่น เริ่มจากอายุ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป คุณควรให้ลูกได้มีโอกาสมองดูรอบๆ และให้ห้อยแขวนสิ่งของที่มีสีขาวดำ หรือสีตัดกัน หรือวางข้างลูกในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการมอง และการกลอกตา มองสบตาลูกบ่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วหน้าของคุณแม่จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการมองของลูกได้เป็นอย่างดี เพราะสีที่ตัดกันของตาดำ ตาขาว ปากแดง ฟันขาว จะทำให้เด็กสนใจอยากมอง

2. ทารกมักจะชอบเสียงผู้หญิงที่มีโทนสูง และจะทำท่าสนใจฟังทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น คุณควรทำเสียงสูงต่ำพูดช้าๆ ชัดๆ และชวนลูกน้อยของคุณคุยด้วยบ่อยๆ เมื่อมีโอกาส

3. คุณสามารถสอนลูกน้อยให้เริ่มรู้จักการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้าง โดยการจับมือของลูกมาทำท่าเหมือนปรบมือเข้าด้วยกัน หรือการออกกำลังแขนขาโดยการจับทำท่าต่างๆ อย่างนุ่มนวล คุณอาจเอานิ้วมือแหย่ที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ของลูกเบาๆ ให้รู้สึกจักกะจี้บ้าง

4. คุณควรพยายามพูดกับลูกน้อยของคุณ โดยให้หันหน้าอยู่ห่างจากลูกประมาณ 8-10 นิ้ว สบตาให้ลูกสามารถมองเห็นสีหน้าของคุณได้ง่าย และพออายุประมาณ 3 เดือน ลูกจะจับแยกเสียงคุณที่แสดงความรู้สึกดีใจ หรือเสียใจได้

5. เมื่อลูกอายุได้ 3-4 เดือน คุณควรให้ลูกได้รู้จักสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่มีรูปทรงหรือผิวสัมผัสต่างๆ ความอ่อน-แข็งของวัตถุ และความแตกต่างของรสชาติ

6. เมื่ออายุ 4 เดือนขึ้นไป ลูกเริ่มที่จะเรียนรู้ถึงผลของการกระทำ เช่น เริ่มรู้ว่าถ้าขยับบางส่วนของร่างกายจะมีบางอย่างเกิดขึ้นตามมา เช่น เมื่อขยับมือ ที่ถือกระดิ่งไปมาจะได้ยินเสียงกระดิ่ง หรือถ้าปล่อยของในมือของจะหายไป เป็นต้น ซึ่งการที่ทารกได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองต่อไปอีกได้เมื่อโตขึ้น เช่น ถ้าดึงผ้าที่คลุมของเล่นออกก็จะได้ของเล่นที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ผ้า

7. เมื่ออายุได้ 10 เดือนขึ้นไป ลูกจะเริ่มมีความจำและความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยแยกแยะลักษณะเฉพาะของแต่ละสิ่งที่มีความแตกต่างกัน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า เจ้าตัวที่ชอบเห่าเสียงโฮ่งๆ คือหมา และแมวชอบร้องเหมียวๆ การที่คุณแม่เล่นกับลูกโดยการทำเสียง เหมียวๆ หรือโฮ่งๆ เมื่อเด็กเห็นสัตว์นั้นๆ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถช่วยให้ลูกรู้จักความแตกต่างของความเป็นบุคคลได้โดยการให้ลูกมอง ภาพของตนเองในกระจกเงา พร้อมกับการเรียกชื่อของลูก เพื่อให้ลูกเริ่มรู้จักหน้าตาของตนเอง ซึ่งจะส่งเสริมให้ลูกรู้จักตัวเอง คุณอาจยืนหน้ากระจกพร้อมลูกและชี้บอกให้ลูกเห็นความแตกต่างระหว่างคุณกับลูก

8. ควรให้โอกาสลูกน้อยของคุณในการฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อให้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ คุณอาจใช้สิ่งของหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว มาเป็นสื่อการสอน และพยายามพูดคำที่เกี่ยวข้อง ให้ลูกฟังซ้ำๆ รวมทั้งพยายามแสดงถึงคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ลูกต้องการจะเรียนรู้ และเป็นรากฐานที่สำคัญในการที่ลูกจะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่มีในโลกอนาคตของเธอต่อไป ซึ่งกลวิธีที่คุณใช้ในการสอนลูกน้อยมีส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น


mothersdigest.in.th

4 เคล็ดลับในการเลือกของเล่นให้ลูกน้อย

ของเล่นที่ดีนั้นคุณลักษณะของมันไม่จำเป็นจะต้องมีราคาแพง

เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าของเล่นชิ้นนั้นมีประโยชน์อะไรกับลูกน้อย และที่สำคัญควรเป็นของเล่นที่ลูกน้อยคุณโปรดปราน เล่นแล้วไม่ทำให้เด็กเกิดความก้าวร้าว และไม่ส่งผลให้เด็กมีความเครียดเป็นพอ

1. ช่วงที่เจ้าตัวน้อยยังเล็กอยู่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันเลือกของเล่นที่จะช่วยส่งเสริมทางด้านทักษะทางร่างกายในขณะที่เขาเรียนรู้ที่จะเอื้อมมือ จับ กำ คว้า สิ่งของคลานวิ่ง ปีนป่ายและทรงตัวขณะที่เจ้าตัวน้อยจับต้องของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ตัวของเด็กเองจะมีความคล่องแคล่วในการควบคุมตัวเองไปพร้อมๆ กัน

2. นิทานก็จัดเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งของเด็กเช่นกัน การที่คุณพ่อหรือจะเป็นคุณแม่หยิบยกนิทานซักเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ เจ้าตัวน้อยฟังบวกกับท่าทางและน้ำเสียงในการเล่าจะทำเจ้าตัวน้อยรู้สึกสนุกตามไปด้วยกับคุณและยังช่วยในการเรียนรู้ด้านภาษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. ปริมาณในการเลือกซื้อของเล่น ไม่ควรให้มากขึ้นจนเกินไปจะทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกถึงความอยากได้อยากมี ชิ้นนู้นก็อยากเล่น ชิ้นนี้ก็อยากเล่นเหมือนกัน แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ซื้อของเล่นมาน้อยชิ้น เจ้าตัวน้อยของคุณก็จะเริ่มสำรวจตรวจตราดูคุณสมบัติ และการเชื่อมโยงความคิดนั้นเริ่มที่จะก่อเกิดเป็นจินตนาการให้ลูกน้อยของคุณแล้ว

4. ของเล่นที่ซื้อจะต้องเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยอย่าง เช่น วัย 1 ขวบ ของเล่นที่เหมาะสมกับเขาก็จะเป็นของเล่นที่มีความซับซ้อน เช่น บล็อกตัวต่อกล่องที่มีหลายๆ ชิ้น วัย 2-2ขวบครึ่ง จะมีจินตนาการเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะเล่นตุ๊กตา สวมเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา แต่งตัวแต่งหน้าให้ตุ๊กตา

ส่วนวัย 3 ขวบ พัฒนาการเริ่มเพิ่มขึ้นไปได้มาก เช่นวิ่งได้ พูดคุยเกือบรู้เรื่อง ช่วงนี้ลูกจะมีพลังเยอะมาก ชอบกระโดดโลดเต้น คุณแม่ลองเปิดเพลงให้เจ้าตัวน้อยฟัง และเต้นไปพร้อมกับเขาดูซิว่าใครจะมีท่าเต้นชวนหัวเราะมากกว่ากัน คุณพ่อคุณแม่ก็มีส่วนร่วมเล่นของเล่นกับลูกน้อยได้ เิริ่มด้วยการหา หาชุดเด็กสบาย ๆ ให้ลูกน้อยสวมใส่ หลังจากนั้นก็

1.คุณพ่อคุณแม่นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกของลูกน้อย และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเพราะไม่เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ที่จะมีบทบาทหน้าที่ดูแลลูกน้อยอย่างเดียวแล้วยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกของเล่นให้เจ้าตัวน้อยอีกด้วย เพราะถ้าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่าไรนั้น มักจะเป็นเด็กที่มีผู้ใหญ่เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการเล่นเสมอ

2.คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองบางท่านที่เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเพื่อค้นหาระดับความสามารถของลูก และกิจกรรมที่น่าสนใจ ตามร่วมด้วยกับลูก โดยปรับระดับตัวเองลงมาให้เท่ากับลูก คุณพ่อคุณแม่อาจจะเพิ่มวิธีการเล่นให้ยากขึ้น หรือซับซ้อนขึ้น แต่คุณต้องปล่อยให้ลูกน้อยเป็นคนควบคุมเกมการเล่นด้วยตนเอง

3.เมื่อเล่นเสร็จแล้ว ชวนกันเก็บของเล่นให้เรียบร้อย ให้เด็กรู้จักถนอมของเล่นของเขา เขาจะรู้จักรักษาของของเขา การดูแลของเล่นให้ลูกน้อย

 วิธีการผลิตของเล่นอย่างประณีตและการเลือกซื้ออย่างถูกต้องยังนับว่าไม่เพียงพอ
จะต้องมีการใช้และการเก็บรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย ไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าการดูแลของพ่อแม่และผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ในเรื่องความปลอดภัย ก่อนที่จะให้ลูกน้อยได้เล่นของเล่น ควรที่จะอ่านคำแนะนำและวิธีการเล่นให้ละเอียดเสียก่อน และต้องมั่นใจด้วยว่าลูกเข้าใจ วิธีการเล่น ความเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องนี้ นอกจะเล่นของเล่นอย่างปลอดภัยด้วยแล้วและยังยืดอายุการเล่นของเล่นชิ้นนั้นอีกด้วย และอีกสิ่งที่ควรจำคือเด็กเล็กๆ จะเรียนรู้นิสัยการใช้ ของอย่างรอบคอบและปลอดภัยรวมทั้งความรู้จักรับผิดชอบจากคุณพ่อคุณแม่เรานี้เอง

คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาว่างมาเล่นกับลูกน้อยนะค่ะไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตามที่ ช่วงเวลาแบบนี้คงจะเป็นแค่ช่วงเดียวที่คุณสามารถเก็บเป็นความทรงจำและเล่าให้เขาฟังว่าแค่นี้ก็เป็นภาพความอบอุ่นสำหรับครอบครัวคุณตลอดไป

สอนใ้ห้ลูกรู้จักคำว่า แพ้

หนูน้อยก่อนวัยเรียนมักจะมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์

เนื่องจากพัฒนาการทางภาษายังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ว่าเด็กๆ ในวัยนี้จะดูรู้เรื่องมากแล้วก็ตาม ในขณะเดียวกันหนูๆ ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะสื่อสารความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ด้วยเหตุนี้เราจึงมักจะพบว่าเจ้าตัวเล็กก่อนวัยเรียนมักมีอารมณ์ฉุนเฉียว รุนแรงก้าวร้าว

เมื่อไม่ได้อย่างที่ตนเองต้องการ ดังนั้นหากลูกมีอาการงอแง หงุดหงิด เมื่อพ่ายแพ้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือ ช่วยลูกสำรวจอารมณ์ และสอนคำแสดงอารมณ์แก่เจ้าตัวเล็ก เช่น เสียใจ โกรธ ดีใจ สนุก ผิดหวัง เมื่อลูกมีอาการหัวเสีย คุณอาจจะลองถามลูกว่า ลูกกำลังโกรธหรือจ๊ะ หรือ ลูกเสียใจหรือเปล่า เพื่อให้เด็กๆ ได้หยุดและฝึกสังเกตอารมณ์ของเขาเอง เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณเป็นคนใจร้อนและมักแสดงอารมณ์โกรธต่อหน้าลูก ก็ไม่แปลกเลยที่เด็กจะทำเช่นนั้นบ้าง ดังนั้นหากคุณต้องการให้ลูกรับมือกับความพ่ายแพ้ หรือรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังอย่างสงบ คุณก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วย รู้ชนะแล้ว รู้แพ้บ้างดีกว่า

เมื่อพูดถึงเรื่องเกมกีฬา คงจะหนีคำว่าแพ้-ชนะไปไม่ได้ บ่อยครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก ก็ยอมให้ลูกชนะจนเคยตัว เมื่อหนูน้อยเข้าสู่วัยเรียน ไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วแพ้ก็รับไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ จนเพื่อนๆ พากันงง ซึ่งเรื่องแพ้ชนะนั้นเป็นกฎธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคม และการที่คุณจะสอนให้ลูกได้เรียนรู้บทเรียนนี้เสียตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต ก็น่าจะเท่ากับว่าคุณได้สอนให้ลูกได้รู้จักวิธีการใช้ชีวิตในสังคมให้เป็นสุขต่อไปด้วย

หากคุณมีโอกาได้ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกับลูก ซึ่งต้องมีการแข่งขัน นั่นหมายความว่าในเกมนั้นย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ คุณอาจเริ่มสอนลูกให้รู้จักแพ้อย่างสง่ามงามได้ในด้วยวิธีการต่อไปนี้ เล่นเกมวัดดวง เลือกเกมที่ต้องใช้การวัดดวง เช่น เปิดไพ่จับคู่ ทายเหรียญหัวหรือก้อย กระทั่งเกมง่ายๆ อย่างเป่า-ยิ้ง-ฉุบ

เพราะหากลูกแพ้นั่นก็เป็นเพราะดวงไม่ใช่เพราะว่าคุณแกล้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวดีจะได้ฝึกรับมือกับอารมณ์เมื่อยามที่เขาต้องแพ้ดูบ้าง สร้างข้อตกลงดีๆ เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกแย่เกินไปที่ต้องแพ้ คุณอาจสร้างข้อตกลงดีๆ เช่น ผู้แพ้จะได้เลือกขนมหวานในมื้อเย็น หรือ ได้ดูนิทาน 1 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ควรใช้เฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ฝึกเจ้าตัวเล็กเท่านั้น และเมื่อเห็นว่าลูกรับมือความพ่ายแพ้ได้ดีขึ้น และมองว่าการแพ้เป็นเรื่องธรรมดา คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อเสนอนี้อีกต่อไป แพ้ให้ลูกดู

หากคุณแพ้ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) คุณอาจแสดงอารมณ์หัวเสียเล็กน้อย เช่น แพ้อีกแล้ว! แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าแก้ตัวใหม่ก็ได้ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่ามันไม่เป็นไรถ้าจะมีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง

แต่ก็ต้องควบคุมอารมณ์ไว้ และสามารถแก้ตัวใหม่ได้ เล่นอีกครั้ง ถ้าเจ้าตัวน้อยแพ้และเขารู้สึกไม่พอใจ ลองเสนอให้เล่นเกมนั้นอีกครั้ง แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหากลูกแพ้อีก ลูกต้องยอมรับ และวันต่อไปค่อยมาแก้ตัวกันใหม่ ให้กำลังใจ

ตั้งกฎขึ้นมาว่าผู้ชนะต้องพูดกับผู้แพ้ว่า ทำได้ดีแล้ว ในทุกๆ เกมที่เล่น และห้ามเยาะเย้ย ชมความพยายาม

คุณควรใส่ใจในความพยายามเล่นเกมของลูก มากกว่าผลของเกมที่ว่าเจ้าตัวเล็กแพ้ ดังนั้น เมื่อเกมจบลงและเจ้าตัวน้อยพ่ายแพ้ ก็ควรทำให้เขารู้ว่าคุณเห็นความพยามของเขาแล้ว

และเขามีโอกาสที่จะชนะได้แน่ๆ ไม่มีใครไม่เคยแพ้ และการที่คุณเป็นผู้สอนบทเรียนเรื่องความพ่ายแพ้ให้กับลูกนั้นก็น่าจะดีเสียว่า

ที่เจ้าตัวเล็กต้องไปเรียนรู้ความพ่ายแพ้จากคนอื่น คนที่เขาอาจหัวเราะเยาะลูกของคุณ และพากันนำพฤติกรรมขี้แพ้ชวนตีของลูกไปว่าลับหลัง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว บทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ของลูกนั้นคงจะมีราคาค่างวดและบาดแผลที่จะตราตรึงอยู่ในใจลูกน้อยนานจนเกินไปก็เป็นได้

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน

หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้

การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง

เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด

1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ

ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด

Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์

 Slow Life คืออะไร ทำไมต้องช้าแล้วจะตามโลกทันหรือไม่ เมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้หลายคนคงมีความสงสัยกันไปต่างๆ นานา ช้าแล้วดีอย่างไร มาหาคำตอบกัน

 แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า

 สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง

 เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า

 Learn to Slow Down

  การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ

 นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
 ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
 ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
 หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
 หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

  หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ

 Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย

 Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย

 Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต

 Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก


 5 Steps to give your brain a break

1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน

2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง

3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก

4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น

5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

เลือกกระเป๋าเป้เท่ๆ ให้ลูก

เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยเรียน การให้เขามีกระเป๋าเป้สักใบที่เข้ากับชุดเด็กนักเรียนเป็นเรื่องดีทีเดียว เพราะนอกนากที่เขาจะได้ใส่สัมภาระต่างๆ ลงเป้ใบเก่งเพื่อไปอวดเพื่อนๆ ที่โรงเรียนแล้ว ยังทำเขาได้เรียนรู้การรักษาของส่วนตัวอีกด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ควรรียนรู้ในการเลือกเป้ที่ดีให้กับลูกด้วยเช่นกัน

เป้หนักๆ ลูกรักไม่ปลอดภัย
จากข้อมูลของศูนย์ วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า เด็กๆ ไม่ควรแบกสัมภาระเกิน 10% ของน้ำหนักตัว เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อโครงสร้างของร่างกาย กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก และความโค้งงอของกระดูกสันหลัง อาจผิดปกติได้ อย่างไรก็ตาม มีการสำรวจพบว่ามีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น เกินกว่า 90% ที่แบกกระเป๋าน้ำหนักมากกว่ากำหนด ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกมีอาการปวดหลัง ปวดไหล่อย่างถาวรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพหลายประการอีกด้วย
น้ำหนักที่มากเกินไปของกระเป๋า จะดึงให้ลำตัวของเด็กเอนไปด้านหลัง ทำให้เด็กมักจะแอ่นสะโพกมาด้านหน้า หรือก้มจนหลังงอเพื่อถ่วงดุล เป็นสาเหตุให้กระดูกสันหลังอยู่ในตำแหน่งที่ผิดรูปทรง จนทำให้เกิดอาการปวดไหล่ ปวดต้นคอ และปวดหลังได้
การสะพายกระเป๋าหนักๆ จะทำให้ท่าทางการเดินของลูกเปลี่ยนแปลงไปขณะที่ต้องแบกเป้ไว้บนไหล่ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ตกบันได เพราะขาดสมดุลในการทรงตัว
หากเด็ก ได้รับอุบัติเหตุ ขณะที่สะพายเป้ที่มีน้ำหนักมาก ก็มีแนวโน้มว่าหนูน้อยจะได้รับบาดเจ็บมากกว่าการที่ไม่ได้สะพายเป้ เพราะน้ำหนักที่มากอาจทับตัวลูกได้
เด็กที่นิยมสะพายเป้ไว้บนไหล่ข้างเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มักจะเกิดอาการปวดหลัง รวมทั้งทำให้รู้สึกตึงบริเวณต้นคอและไหล่อีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ไหล่ทรุดไม่เท่ากัน
สายสะพายของเป้ ที่สั้น และรัดแน่นเกินไป จะขัดขวางทางเดินของเส้นเลือด ทำให้เกิดอาการเหน็บชาที่มือและแขน หรืออาจทำให้มือและแขนของลูกไม่มีแรงได้

สะพายเป้เท่ๆ ต้องมีวิธี
ข้อดีของกระเป๋าเป้นั้นคือความกระชับ ช่วยให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกคล่องตัว แต่เห็นง่ายๆ แบบนี้ ก็ต้องมีวิธีใช้ที่ถูกต้องเหมือนกันนะ
พฤติกรรมของคนโดยทั่วไปมักจะยกกระเป๋าเป้ขึ้นมาก่อน จึงค่อยสอดแขนเข้าสายสะพาย ทั้งๆ ที่กำลังยืนอยู่ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก โดยเฉพาะหากกระเป๋านั้นเต็มไปด้วยสัมภาระที่หนักอึ้ง วิธีที่ถูกคือ งอขาทั้งสองลงนั่ง โดยให้กระเป๋าเป้วางอยู่ด้านหลัง ก่อนจะสอดแขนเข้าไปในสายสะพาย เมื่อสายสะพายอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจึงค่อยๆ ลุกยืนขึ้น
ในแต่ละวัน เมื่อลูกสะพายเป้ขึ้นบ่า คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยปรับสายสะพายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ อยู่เหนือจากเอวของลูกประมาณ 5 ซม. หากเป็นไปได้ควรปรับสายสะพายทุกวัน ตามน้ำหนักของกระเป๋าที่เปลี่ยนไป
การจัดสัมภาระลงกระเป๋าเป้ ควรนำสิ่งของหนักๆ เช่น หนังสือเรียนเล่มโต วางไว้ตรงกลางของกระเป๋า และหากกระเป๋ามีช่องเก็บสัมภาระหลายๆ ช่อง ก็ควรใช้ทุกๆ ช่อง ตามความเหมาะสม เพื่อกระจายน้ำหนัก

5 วิธีเลือกเป้ เพื่อสุขภาพ
1. น้ำหนัก ควรเลือกเป้ที่มีน้ำหนักเบา ในเมื่อต้องแบกสัมภาระที่หนักอึ้งแล้ว เป้ที่นำมาใส่ของก็น่าจะมีน้ำหนักไม่มาก เพื่อจะได้ไม่เพิ่มน้ำหนักให้มากเข้าไปอีก และหลีกเลี่ยงกระเป๋าเป้ที่ทำจากหนังเพราะมีน้ำหนักมาก
2. สายสะพาย สายสะพายทั้งสองด้านควรมีความกว้างมากพอ เพราะสายสะพายที่เล็กเกินไปจะไม่ช่วยกระจายแรงกดทับ อาจกดลงบนผิวของลูก จนทำให้เลือดไม่เดินและเกิดรอยช้ำได้
3. แผ่นรอง กระเป๋าเป้ที่ดีควรบุแผ่นรองด้ายหลังบริเวณที่ต้องสัมผัสกับหลังของผู้ใช้ เพราะไม่เพียงจะช่วยให้รู้สึกสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังป้องกันไม่ให้วัตถุแหลมคม เช่น ดินสอ หรือมุมหนังสือเล่มหนา ทิ่มหลังของลูกด้วย
4. สายคาดเอว เลือเป้ที่มีสายคาดเอว ซึ่งจะช่วยถ่วงดุลน้ำหนักไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
5. ช่องเก็บของ มีช่องเก็บของที่หลากหลาย เพื่อไม่ให้น้ำหนักของสิ่งของกระจุกรวมกันอยู่ในตำแหน่งเดียว และยังง่ายต่อการค้นหาและหยิบออกมาใช้ตามโอกาส

mothersdigest.in.th