ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2556

พัฒนาสมอง จากการเคลื่อนไหว


มนุษย์ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวภายในหรือภายนอกร่างกาย ทั้งการกิน การขับถ่าย การหายใจ การเดิน ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่สำคัญของมนุษย์ เพราะชีวิตคือการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวจะทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้นเพื่อสนองการดำรงอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น

การเคลื่อนไหวเป็นการทำงานของสมองที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาสมองได้ด้วยการเคลื่อนไหว และที่สำคัญสมองมนุษย์จะพัฒนาได้ดีตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงประมาณ 8 ขวบ ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเป็นเวลาทองที่คุณพ่อคุณแม่จะมีส่วนช่วยพัฒนาสมองลูกได้มากที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ คือให้ลูกได้ฝึกการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ที่จะช่วยพัฒนาให้สมองลูกแข็งแรง สมองทั้งสองซีกทำงานได้อย่างสมดุล ทั้งยังส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนให้มากขึ้น และช่วยให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดของลูกได้เป็นอย่างดี ถือเป็นวิธีการเตรียมความพร้อมให้แก่ลูก คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถใช้การเคลื่อนไหวเป็นกิจกรรมเสริมเพื่อพัฒนาสมองให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

เทคนิคการบริหารสมองด้วยการเคลื่อนไหวนั้นมีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่การเล่นไปจนถึงการออกำลังกาย แต่การยืดส่วนต่างๆ ของร่างการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายและยังประหยัดเวลา ทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านความเร็ว และความแคล่วคล่องว่องไวของสมองเด็กได้เป็นอย่างดี ช่วยให้สมองส่วนหน้าและส่วนหลังผ่อนคลาย

การยืดส่วนต่างๆ ของร่างกายมีวิธีปฏิบัติอยู่ 3 วีธี คือ
1.การยืดกล้ามเนื้อแบบกระทำเป็นจังหวะ เป็นการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะซ้ำๆ โดยอาศัยการยืดและการหดตัวดึงกลับ ของกล้ามเนื้อและเอ็นส่วนที่ต้องยืด ในลักษณะที่เกินกว่ามุมการเคลื่อนไหวปกติ เช่น ท่าดึงศอก ให้ยืนตรงกางเท้าออก เอามืออ้อมไปกุมประสานกันไว้ที่ด้ายหลัง หายใจเข้าพร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้นหพร้อมๆ กัน จนรู้สึกตึงและผ่านจุดตึงไปเล็กน้อย จากนั้นปล่อยกลับแล้วดึงใหม่เช่นเดิม ให้ทำเป็นจังหวะ เคลื่อนไหวซ้ำๆ กัน

2. การยืดกล้ามเนื้อแบบหยุดนิ่งค้างไว้ในจังหวะสุดท้ายของการเคลื่อนไหว ใช้วิธีการยืดกล้ามเนื้อจนกระทั่งสัมผัสจุดตึงตัว จะรู้สึกว่ามีอาการตึงปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ให้หยุดนิ่งค้างไว้แล้วให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกปกติ เช่น ท่าก้มตัวมือแตะพื้น ยืนตรงกางขาออก ชูมือทั้ง 2 ข้างขึ้นเหนือหัวพร้อมกับหายใจเข้า จากนั้นค่อยๆ ก้มตัวเอามือแตะพื้น โดยห้ามงอขา หายใจออกแล้วนับ 1-10 จึงค่อยๆ ยกตัวขึ้น

3. การยืดกล้ามเนื้อแบบกระตุ้นการรับรู้ของระบบ โดยใช้วิธีการหด และคลายตัวของกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวโดยตรง สลับกับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวนั้นตัวอย่างในการบริหาร เช่น ท่าไขว้แขน ยืนไขว้ขาทั้งสองข้างขั้นตอนการปฏิบัติ หายใจเข้าชูแขนขึ้นแนบใบหู หายใจออกพร้อมกับโล้ตัวก้มศีรษะลงไขว้แขนแล้วหายใจเข้าชูแขนขึ้น เปลี่ยนขาทำสลับทำเช่นเดียวกัน

เทคนิคการบริหารสมองลูกด้วยการยืดตัวนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกฝึกด้วยตัวเขาเอง โดยคุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีอธิบายแล้วทำพร้อมๆ ไปกับลูก เพราะการให้ลูกได้สังเกตแล้วปฏิบัติด้วยตนเองจะให้ผลในการพัฒนาสมองดีกว่า

การเลือกซื้อชุดเด็ก

การเลือกซื้อชุดเด็ก

ในการเลือกซื้อชุดเด็กให้ เหมาะกับเด็กๆ เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมอยากจะเลือกสิ่งที่ดีให้กับลูกของเราเอง และเมื่อเด็กเกิดมา ร่างกายและผิวเด็กยังบอบบาง และยังไม่สามารถทนต่อการเสียดสีของเสื้อผ้าหรือสิ่งรอบข้างได้ ดังนั้น เมื่อลูกน้อย ของคุณๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมา คุณพ่อและคุณแม่ จำเป็นต้อง จัดเตรียมเสื้อผ้า หรือ ผ้าอ้อมที่ สะอาด เพื่อใช้ผลัดเปลี่ยน ให้เพียงพอ โดยสิ่งที่ควรคำนึงถึง ในการเลือกซื้อหรือจัดเตรียม เสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน หรือ ลูกน้อยของคุณๆ มีดังนี้

1. ควรเป็นเส้นใยธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย ซักล้างง่าย สามารถใช้กับเครื่องซักผ้าได้

2. สวมใส่ สะดวก สบาย สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่าย เพราะเด็กอ่อน จะขับถ่ายบ่อย

3. ควรเป็น ชุดที่สามารถ รักษาอุณหภูมิ ของร่างกายได้ดี เช่น ชุดเสื้อกางเกงติดกัน

4. ปลายแขนเสื้อ หรือปลายขา ควรเป็นแบบธรรมดา และถุงมือเด็ก ถุงเท้าเด็ก ควรแยกชิ้นต่างหาก

5. คอเสื้อเด็ก ควรกว้าง ยืดได้สะดวกในการสวมใส่

6. กางเกงเด็ก ควรเป็น แบบยางยืด หรือเชือกผูก แบบง่ายๆ แต่ไม่ควรจะรัดแน่นจนเกินไป

7. เมื่ออากาศเย็น ควรให้ลูกน้อย ของคุณสวมใส่ ถุงมือ หรือ หมวก เพื่อรักษาความอบอุ่น

8. ในวันที่อากาศร้อน หรือ ต้องออกไปเจอแสงแดด ควรให้ลูกน้อย สวมใส่หมวกกันแดด

9. รองเท้า หรือ ถุงเท้า ควรเป็นแบบ ผ้ายืด ที่อ่อนนุ่ม ไม่ควรสวมแบบที่คับ จนเกินไป

10.ไม่ ควรใช้ ผงซักฟอก ที่มีเอนไซม์ย่อยสลายสิ่งสกปรก หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะ จะทำให้ระคายเคือง ต่อผิวหนังของ ทารก ควรใช้ผงซักฟอก สำหรับ เด็กอ่อนโดยเฉพาะ

รายการชุดเด็กและของใช้เด็ก ที่จำเป็นมีดังนี้

- ชุดลำลองผ้าฝ้าย หรือ ชุดที่สวมใส่สบาย

เสื้อกล้ามเด็ก หรือเสื้อยืดเด็ก แบบเปิดปิดเป้าได้

ชุดนอนเด็ก ยาว หรือชุดที่ติดกัน เพื่อรักษาอุณหภูมิ

เสื้อกันหนาวเด็ก หรือ กันลม ในกรณีหน้าหนาว หรือ ออกนอกบ้าน

- ชุดออกนอกบ้าน ควรเป็นชุดที่ สวมใส่สบาย น่ารัก

หมวกไหมพรมเด็ก หมวกกันแดดเด็ก

- ถุงเท้า ถุงมือ

- รองเท้า

ที่สำคัญ การเลือกขนาด ชุดเด็ก ควรเผื่อขนาดสำหรับแผ่นรองกันเปื้อนหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูปไว้ด้วย

ชุดเด็กอ้วน..สำหรับเด็กเจ้าเนื้อ สำหรับคุณแม่ที่หลงในแฟชั่น


ชุดเด็กอ้วน



ไม่ต้องกลุ้มใจไปนะคะ คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ ร่างอวบทั้งหลาย เปิดเว็บ Good MeMee เมื่อไรรับรองไม่ว่าคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนคุณแม่ที่มีลูกอ้วนผอมก็สวยได้ เหมือนๆ กัน วันนี้เรามีเคล็ดลับการเลือกเสือผ้าสำหรับคุณแม่ที่มีลูกอ้วนเจ้าเนื้อที่ หลงใหลในแฟชั่นและรักการแต่งตัวมาฝากกัน





ลองถ้าเราเป็นคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนมากๆ แล้ว การใส่ชุดเด็กสีทึบ ดำๆ เข้มๆ คงไม่ช่วยอะไรมากนัก ฉะนั้น คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ

ควรเปลี่ยนความคิดหันมาเริ่งร่าใส่ชุดเด็กเด็กสีสดใส หรือสีพาสเทลหวานๆ ก็ดูน่ารักไม่หยอก

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ ควรหลีกเลี่ยงการสวมชุดเด็กที่หลวมเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ดูรุ่มร่ามแล้ว ยังทำให้ดูตัวใหญ่ขึ้นด้วย ไม่ควรเลยจริงๆ ค่ะ

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนเจ้าเนื้อทั้งหลาย ควรเลี่ยงเสื้อแขนยาวถึงข้อมือ เพราะจะทำให้คุณดูตัน แถมยังดูแขนสั้นลงด้วย ควรเลือกเสื้อที่เป็นแขนสามส่วนแทน และควรเลือกสีสันสดใส เพื่อกลบเกลื่อนจุดบกพร่องของคุณ

- ชุดเด็กลายขวาง ยังคงเป็นจุดอับของชีวิตคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนทั้งหลาย ควรห่างให้ไกลจะดีที่สุดค่ะ ควรหันไปใส่ชุดเด็กลายอื่นแทน ไม่อย่างนั้นชีวิตเศร้าแน่ค่ะ

- ลักษณะชุดเด็กเด็กอ้วน คววรจะเป็นผ้ายืดที่สวมใส่สบาย ไม่รัดหุ่นจนเกินไป หรือเป็นผ้าที่พลิ้วไหวทั้งตัว ชุดอาจจะเน้นที่เนินอกแล้วเริ่มพลิ้วออกทีละนิด ขนานไปกับร่างกาย ซึ่งจะดูพอดีตัว

- คนอ้วนมักจะคอสั้น ควรเลือกชุดเด็กที่ทำให้ดูคอยาวขึ้น อาจจะเป็นเสื้อคอเชิ้ตหรือคอวี เพราะจะช่วยเพิ่มความยาวของใบหน้าและลำคอได้ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ควรหลีกเลี่ยงเสื้อคอปิด หรือคอสูง เพราะจะทำให้ใบหน้าของคุณดูใหญ่ขึ้น

- ถึงแม้คุณแม่ที่มีลูกอ้วนร่างอวบจะชอบความวับวามของเลื่อมพรายแค่ไหน แต่ขอเตือนว่าอย่าแตะต้องชุดเด็กแนวนี้ให้ชีวิตคุณหม่นหมองเลยค่ะ เพราะชุดเด็กที่มีความมันวาวจะขยายทุกสิ่งอย่างให้ใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนที่ชอบใส่กระโปรง แนะนำเป็นทรงตรงหรือทรงกระบอก กระโปรงที่ยาวเหนือเข่าจะทำให้ขาคุณดูเรียวยาวขึ้น

- คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนที่ก้นใหญ่ ควรเลือกสวมกางเกงรัดรูปสีเข้มๆ หรือสีดำ เพื่ออำพรางว่าก้นคุณไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย แล้วเลือกเล่นกับเสื้อที่สีสันสดใสร้อนแรงแทน

ถึงแม้จะเป็นคุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วน แต่ก็อยากสวยเหมือนกัน เรื่องแฟชั่นไม่เข้าใครออกใคร ขอเพียงคุณมีความมั่นใจก็สวยได้เหมือนกันค่ะ และปัจจุบันก็มีร้านชุดเด็กสำหรับคนอ้วนให้เลือกมากมาย คุณแม่ที่มีลูกอ้วนอ้วนจะอยู่เฉยกันทำไมล่ะคะ ไปช้อปปิ้งชุดเด็กกันดีกว่า อ้อ ! อย่าลืมดูแลเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ เพราะคุณคงไม่อยากอ้วนไปตลอดกาล จริงไหมคะคุณแม่ที่มีลูกอ้วนๆ

ชุดเด็ก

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ

พ่อแม่หลายคนเวลาเจอเด็กทารกคนอื่นที่รูปร่างอวบอ้วน จ้ำม้ำน่าหยิก ก็อาจจะกังวลว่า ลูกของเรานั้นมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือบางคนก็กังวลว่าลูกของเราจะกินนมน้อยไปไหมทำให้น้ำหนักตัวน้อย วันนี้เราจะแนะนำเกณฑ์น้ำหนักมาตราฐานของเด็กในวัยแรกเกิดจนอายุ 1 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ

เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย

ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น

ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ

babytrick.com

น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ

พ่อแม่หลายคนเวลาเจอเด็กทารกคนอื่นที่รูปร่างอวบอ้วน จ้ำม้ำน่าหยิก ก็อาจจะกังวลว่า ลูกของเรานั้นมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือบางคนก็กังวลว่าลูกของเราจะกินนมน้อยไปไหมทำให้น้ำหนักตัวน้อย วันนี้เราจะแนะนำเกณฑ์น้ำหนักมาตราฐานของเด็กในวัยแรกเกิดจนอายุ 1 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ

เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย

ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น

ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ

babytrick.com

4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ

สมัยนี้ เสื้อผ้าเด็ก แฟชั่นสำหรับเด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบปีนั้นมีมากมาย ไม่ว่าผู้ใหญ่จะมีชุดหรู สวยงามแค่ไหน ตอนนี้แฟชั่นเหล่านั้นก็ถูกออกแบบมาให้สำหรับเจ้าตัวเล็กของเราด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาคุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูกคนแรกนั้นเวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้าจะเห็นแผนกเสื้อผ้าเด็กนั้น มีเสื้อผ้าที่ออกแบบแฟชั่นหลากหลายและดูสวย หล่อ เท่ห์ ไม่แพ้แฟชั่นของผู้ใหญ่เลยทีเดียว แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่อลูกของเรานั้นอยู่ในช่วงปฐมวัยคือ 1-3 ขวบปีแรกด้วยนั้น เราควรคำนึงถึง 3 ประเด็นหลักก่อนที่จะควักเงินออกจากกระเป๋านะค่ะ ซึ่งหลายครอบครัวมักจะลืมประเด็นเหล่านี้เสมอ


1. เลือกเสื้อผ้าเด็กที่สามารถใส่ได้หลากหลายโอกาส
เสื้อผ้าเด็กบางชุดนั้น ถูกออกแบบมาด้วยแฟชั่นที่เหมาะกับการพาออกงาน เช่น เสื้อสูท ชุดราตรี ชุดนางฟ้า ฯลฯ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ที่จะซื้อชุดแนวนี้ให้ลูก ต้องจำให้ขึ้นใจว่า เด็กในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมาก มีการยืด ขยาย ร่างกายได้รวดเร็ว ดังนั้นหากมั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปนั้น เราสามารถให้ลูกใส่ได้ทุกโอกาส ทั้งใส่ลำลองอยู่บ้าน หรือออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านในวันธรรมดา หรือจะออกไปงานกับพ่อแม่ก็ได้เช่นกัน แบบนี้ก็จะคุ้มค่ากว่าที่จะซื้อชุดที่ดูหรูหรา แต่ใส่เดินเล่นนอกบ้านแล้วดูแปลกๆ หรือถ้าใครจะให้ลูกใส่ชุดสูท ทักสิโด หรือชุดนางฟ้าไปเดินเล่นสนามหน้าบ้านทุกวัน หรือสัปดาห์ละครั้งได้ อันนี้ก็โอเคค่ะ ไม่ว่ากัน แต่หลายครอบครัวไม่เป็นอย่างนั้น เพราะบางครั้งจะให้ลูกใส่เสื้อผ้าเด็กชุดหล่อๆ สวยๆ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่กล้า สุดท้ายลูกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดหล่อชุดสวยที่เคยซื้อไว้ ลูกใส่ได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ต้องยกให้ลูกคนอื่น

ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกเสื้อผ้าแนวกลางๆ สามารถนำมาสับเปลี่ยนกับชุดอื่นๆ ได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสื้อผ้า แบบนี้ก็จะทำให้คุ้มค่าและสามารถจับเจ้าตัวเล็กมาแต่งตัวได้หลายแนว หล่อ เท่ห์ ได้ทุกวัน คุ้มค่ากับค่าเสื้อผ้าแน่นอนค่ะ

2. เลือกเสื้อผ้าเด็กทำจาก ผ้าฝ้าย (Cotton) เป็นผ้าหลักของเสื้อผ้าเด็ก
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เสื้อผ้าเด็กส่วนใหญ่จะทำมาจากผ้าฝ้าย (Cotton) อยู่แล้ว แต่เสื้อผ้าเด็กบางชนิดก็ทำมาจากผ้าฝ้ายผสมบ้าง ผ้าอื่นที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายบ้าง เหตุที่แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายนั้น เนื่องจากว่า เด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบนั้นเขามักจะไม่ชอบอยู่เฉย รักการเล่น ยิ่งวิ่งไปวิ่งมา เหงื่อเต็มตัว แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ระมัดระวังเรื่องความสกปรกต่างๆ อาจจะทำให้เสื้อผ้าเด็กชุดเก่งของเขาเปื้อนเอาง่ายๆ ซึ่งผ้าฝ้ายเมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเด็กแล้วจะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อน และทนทานต่อการซัก (หนักๆ) ได้ดี ปัญหาเรื่องเสื้อหด เสื้อผ้าย้วยเสียทรงไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย

การระบายความร้อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเสื้อผ้าเด็ก โดยเฉพาะในประเทศไทย อากาศกลางวันจะร้อนมาก และยิ่งมีฝนตกด้วย การตากผ้าวันฝนตกถือเป็นเรื่องกลุ้มใจของพ่อแม่เลยทีเดียว หากเสื้อผ้าไม่สามารถระบายความร้อนระบายเหงื่อได้ดี และยังแห้งช้า จะเกิดปัญหาผ้าเหม็นอับ หรือเสื้อผ้ามีกลิ่น ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของลูกเลยค่ะ

3. อย่ายึดติดกับแบรนด์เนมในเสื้อผ้าเด็ก
แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เนม พ่อแม่หลายคนอาจจะเชื่อว่ามันน่าจะมีคุณภาพดีกว่า ทนทานกว่า โดยอาจจะคิดอ้างอิงจากเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ที่เสื้อผ้าแบรนด์เนมมักจะมีคุณภาพความคงทนได้นานกว่าเสื้อผ้าตามตลาดนัดทั่วไป แต่เนื่องจากว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กจะมีราคาสูงมาก บางครั้งซื้อเสื้อเด็ก 1 ตัวของแบรนด์เนมในห้าง สามารถซื้อเสื้อผ้าเด็กตามร้านข้างนอกที่ใช้เนื้อผ้าดีๆ ได้ 2-3 ตัวเลยทีเดียว

เนื่องจากเด็กจะมีการขยายตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ การทุ่มทุนซื้อเสื้อผ้าเด็กที่เป็นแบรนด์เนมตัวนึงหลายร้อย หรือหลักพันบาทต่อชิ้นนั้น ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร เพราะใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็โตจนใส่ไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นชุดแฟชั่นออกงานด้วยยิ่งนานๆ ใส่ที เผลอๆ ซื้อมาได้ใส่จริงไม่ถึง 10 ครั้งก็โตจนใส่เสื้อผ้าไม่ได้แล้ว

ดังนั้นควรจะให้ความสำคัญด้านเนื้อผ้าเป็นอันดับแรก ลำดับต่อมาคือลักษณะการตัดเย็บ และสุดท้ายคือแบบของเสื้อผ้า ส่วนจะมียี่ห้อดังหรือไม่นั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมกับฐานะเงินในกระเป๋าของคุณพ่อคุณแม่นะค่ะ

4. แต่งหล่อ แต่งสวย ให้ลูกตอนอยู่บ้านบ้างก็ได้
กรณีที่พ่อแม่หลายคนเก็บเสื้อผ้าเด็กชุดหล่อชุดเก่งให้ลูกไว้ แต่ลืมหรือไม่เคยคิดจะให้ลูกแต่งหล่อแต่งสวยเวลาอยู่บ้านเฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไปนะค่ะ เพราะความจริงแล้วคุณสามารถให้เจ้าตัวเล็กดูหล่อ เท่ห์ สวย แม้จะเป็นวันธรรมดาที่นอนเล่นอยู่บ้านก็ได้ หากสังเกตดูในแต่ละปีนั้นโอกาสที่เราจะพาเจ้าตัวเล็กออกงานจริงๆ นั้นคงมีน้อยมาก

หากอยากได้ความคุ้มค่ากับเสื้อผ้าที่เสียไปแล้ว ก็ควรให้ลูกได้หล่อ ได้สวย แม้วันที่อยู่บ้านบ้างก็ไม่เป็นไร ลูกอาจจะซน เล่น ทำเสื้อผ้าเลอะบ้าง ก็อย่างเพิ่งดุหรือโกรธเขา คิดง่ายๆ ว่าเสื้อผ้าเด็กที่ซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเด็กแล้ว ถ้าเราไม่ให้เขาใส่ ก็คงไม่มีใครได้ใส่ (ยกเว้นจะเก็บส่งต่อเป็นมรกดให้น้อง) ไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ถึงแม้เราจะไม่ใส่ในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ใส่ออกงานสังคมมากกว่าลูกแน่นอน

4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ

สมัยนี้ เสื้อผ้าเด็ก แฟชั่นสำหรับเด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบปีนั้นมีมากมาย ไม่ว่าผู้ใหญ่จะมีชุดหรู สวยงามแค่ไหน ตอนนี้แฟชั่นเหล่านั้นก็ถูกออกแบบมาให้สำหรับเจ้าตัวเล็กของเราด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาคุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูกคนแรกนั้นเวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้าจะเห็นแผนกเสื้อผ้าเด็กนั้น มีเสื้อผ้าที่ออกแบบแฟชั่นหลากหลายและดูสวย หล่อ เท่ห์ ไม่แพ้แฟชั่นของผู้ใหญ่เลยทีเดียว แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่อลูกของเรานั้นอยู่ในช่วงปฐมวัยคือ 1-3 ขวบปีแรกด้วยนั้น เราควรคำนึงถึง 3 ประเด็นหลักก่อนที่จะควักเงินออกจากกระเป๋านะค่ะ ซึ่งหลายครอบครัวมักจะลืมประเด็นเหล่านี้เสมอ


1. เลือกเสื้อผ้าเด็กที่สามารถใส่ได้หลากหลายโอกาส
เสื้อผ้าเด็กบางชุดนั้น ถูกออกแบบมาด้วยแฟชั่นที่เหมาะกับการพาออกงาน เช่น เสื้อสูท ชุดราตรี ชุดนางฟ้า ฯลฯ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ที่จะซื้อชุดแนวนี้ให้ลูก ต้องจำให้ขึ้นใจว่า เด็กในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมาก มีการยืด ขยาย ร่างกายได้รวดเร็ว ดังนั้นหากมั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปนั้น เราสามารถให้ลูกใส่ได้ทุกโอกาส ทั้งใส่ลำลองอยู่บ้าน หรือออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านในวันธรรมดา หรือจะออกไปงานกับพ่อแม่ก็ได้เช่นกัน แบบนี้ก็จะคุ้มค่ากว่าที่จะซื้อชุดที่ดูหรูหรา แต่ใส่เดินเล่นนอกบ้านแล้วดูแปลกๆ หรือถ้าใครจะให้ลูกใส่ชุดสูท ทักสิโด หรือชุดนางฟ้าไปเดินเล่นสนามหน้าบ้านทุกวัน หรือสัปดาห์ละครั้งได้ อันนี้ก็โอเคค่ะ ไม่ว่ากัน แต่หลายครอบครัวไม่เป็นอย่างนั้น เพราะบางครั้งจะให้ลูกใส่เสื้อผ้าเด็กชุดหล่อๆ สวยๆ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่กล้า สุดท้ายลูกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดหล่อชุดสวยที่เคยซื้อไว้ ลูกใส่ได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ต้องยกให้ลูกคนอื่น

ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกเสื้อผ้าแนวกลางๆ สามารถนำมาสับเปลี่ยนกับชุดอื่นๆ ได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสื้อผ้า แบบนี้ก็จะทำให้คุ้มค่าและสามารถจับเจ้าตัวเล็กมาแต่งตัวได้หลายแนว หล่อ เท่ห์ ได้ทุกวัน คุ้มค่ากับค่าเสื้อผ้าแน่นอนค่ะ

2. เลือกเสื้อผ้าเด็กทำจาก ผ้าฝ้าย (Cotton) เป็นผ้าหลักของเสื้อผ้าเด็ก
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เสื้อผ้าเด็กส่วนใหญ่จะทำมาจากผ้าฝ้าย (Cotton) อยู่แล้ว แต่เสื้อผ้าเด็กบางชนิดก็ทำมาจากผ้าฝ้ายผสมบ้าง ผ้าอื่นที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายบ้าง เหตุที่แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายนั้น เนื่องจากว่า เด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบนั้นเขามักจะไม่ชอบอยู่เฉย รักการเล่น ยิ่งวิ่งไปวิ่งมา เหงื่อเต็มตัว แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ระมัดระวังเรื่องความสกปรกต่างๆ อาจจะทำให้เสื้อผ้าเด็กชุดเก่งของเขาเปื้อนเอาง่ายๆ ซึ่งผ้าฝ้ายเมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเด็กแล้วจะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อน และทนทานต่อการซัก (หนักๆ) ได้ดี ปัญหาเรื่องเสื้อหด เสื้อผ้าย้วยเสียทรงไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย

การระบายความร้อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเสื้อผ้าเด็ก โดยเฉพาะในประเทศไทย อากาศกลางวันจะร้อนมาก และยิ่งมีฝนตกด้วย การตากผ้าวันฝนตกถือเป็นเรื่องกลุ้มใจของพ่อแม่เลยทีเดียว หากเสื้อผ้าไม่สามารถระบายความร้อนระบายเหงื่อได้ดี และยังแห้งช้า จะเกิดปัญหาผ้าเหม็นอับ หรือเสื้อผ้ามีกลิ่น ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของลูกเลยค่ะ

3. อย่ายึดติดกับแบรนด์เนมในเสื้อผ้าเด็ก
แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เนม พ่อแม่หลายคนอาจจะเชื่อว่ามันน่าจะมีคุณภาพดีกว่า ทนทานกว่า โดยอาจจะคิดอ้างอิงจากเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ที่เสื้อผ้าแบรนด์เนมมักจะมีคุณภาพความคงทนได้นานกว่าเสื้อผ้าตามตลาดนัดทั่วไป แต่เนื่องจากว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กจะมีราคาสูงมาก บางครั้งซื้อเสื้อเด็ก 1 ตัวของแบรนด์เนมในห้าง สามารถซื้อเสื้อผ้าเด็กตามร้านข้างนอกที่ใช้เนื้อผ้าดีๆ ได้ 2-3 ตัวเลยทีเดียว

เนื่องจากเด็กจะมีการขยายตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ การทุ่มทุนซื้อเสื้อผ้าเด็กที่เป็นแบรนด์เนมตัวนึงหลายร้อย หรือหลักพันบาทต่อชิ้นนั้น ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร เพราะใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็โตจนใส่ไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นชุดแฟชั่นออกงานด้วยยิ่งนานๆ ใส่ที เผลอๆ ซื้อมาได้ใส่จริงไม่ถึง 10 ครั้งก็โตจนใส่เสื้อผ้าไม่ได้แล้ว

ดังนั้นควรจะให้ความสำคัญด้านเนื้อผ้าเป็นอันดับแรก ลำดับต่อมาคือลักษณะการตัดเย็บ และสุดท้ายคือแบบของเสื้อผ้า ส่วนจะมียี่ห้อดังหรือไม่นั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมกับฐานะเงินในกระเป๋าของคุณพ่อคุณแม่นะค่ะ

4. แต่งหล่อ แต่งสวย ให้ลูกตอนอยู่บ้านบ้างก็ได้
กรณีที่พ่อแม่หลายคนเก็บเสื้อผ้าเด็กชุดหล่อชุดเก่งให้ลูกไว้ แต่ลืมหรือไม่เคยคิดจะให้ลูกแต่งหล่อแต่งสวยเวลาอยู่บ้านเฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไปนะค่ะ เพราะความจริงแล้วคุณสามารถให้เจ้าตัวเล็กดูหล่อ เท่ห์ สวย แม้จะเป็นวันธรรมดาที่นอนเล่นอยู่บ้านก็ได้ หากสังเกตดูในแต่ละปีนั้นโอกาสที่เราจะพาเจ้าตัวเล็กออกงานจริงๆ นั้นคงมีน้อยมาก

หากอยากได้ความคุ้มค่ากับเสื้อผ้าที่เสียไปแล้ว ก็ควรให้ลูกได้หล่อ ได้สวย แม้วันที่อยู่บ้านบ้างก็ไม่เป็นไร ลูกอาจจะซน เล่น ทำเสื้อผ้าเลอะบ้าง ก็อย่างเพิ่งดุหรือโกรธเขา คิดง่ายๆ ว่าเสื้อผ้าเด็กที่ซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเด็กแล้ว ถ้าเราไม่ให้เขาใส่ ก็คงไม่มีใครได้ใส่ (ยกเว้นจะเก็บส่งต่อเป็นมรกดให้น้อง) ไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ถึงแม้เราจะไม่ใส่ในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ใส่ออกงานสังคมมากกว่าลูกแน่นอน