ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

ภูมิแพ้...หนูไม่แพ้นะ


หลักการป้องกันโรคภูมิแพ้ที่สำคัญ และต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ เพื่อลดโอกาสสัมผัสสารเหล่านี้ ไม่ว่าจะจากการกิน สูดหายใจเข้าไปหรือจากการสัมผัสก็ตาม ในเด็กไทยนั้นพบว่าสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยนั้นมักเป็นจากการสูดหายใจเข้าไป ที่สำคัญได้แก่ ตัวไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา ละอองเกสร ขนและรังแคสัตว์ โดยเฉพาะน้องเหมียวที่น่ารัก วิธีป้องกันอาจดูยุ่งยากเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป งั้นเรามาลองดูกันดีกว่า

1. ตัวไรฝุ่น เจ้าตัวนี้มักอาศัยอยู่ในที่นอน เบาะผ้า พรม และชุดเด็กที่ใส่อยู่
- หุ้มที่นอนและหมอนโดยใช้ผ้ากันไรฝุ่น และหลีกเลี่ยงการนอนบนเครื่องเรือนที่เป็นเบาะหุ้มผ้า
- ไม่นำตุ๊กตามีขนหรือที่ยัดไส้ด้วยนุ่นหรือใยสัตว์ไว้ในห้องนอน
- ซักผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า และของเล่นที่บรรจุด้วยนุ่นหรือใยสังเคราะห์สัปดาห์ละครั้ง โดยใช้น้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที
- หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอน
- ทำความสะอาดห้องด้วยการใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีกำลังดูดมากพอ และมีแผ่นกรอง HEPA หรือใช้ผ้าเปียกเช็ดถูแทนการใช้ไม้ขนไก่หรือไม้กวาดเพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้ง

2. แมลงสาบ และเชื้อราภายในบ้าน
- ทำความสะอาด อย่าให้มีเศษอาหารตกค้าง เช่น บริเวณอ่างน้ำ ถังขยะ ใต้ตู้เย็นและห้องครัว
- ใช้กับดักแมลงสาบ
- จัดให้ห้องครัว ห้องน้ำสะอาด แห้ง และมีอากาศถ่ายเทได้ตลอดเวลาหรือติดตั้งพัดลมดูดอากาศร่วมด้วย

3. ละอองเกสรและเชื้อราภายนอกบ้าน
- กำจัดแหล่งสะสมเชื้อรา เช่น ใบไม้ใบหญ้าเปียกแฉะและขยะในสวน
- หลีกเลี่ยงการอยู่นอกบ้านในช่วงกลางวันและบ่าย ซึ่งเป็นเวลาที่ละอองเกสรในอากาศสูง
- หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างรับลมและใช้เครื่องปรับอากาศ (ถ้าทำได้)
- ใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้ากลางแจ้ง เพราะเกสรและเชื้อราจะเกาะติดกับผ้าที่ตากได้

4. ขนและรังแคสัตว์
- หลีกเลี่ยงการใช้หมอน เครื่องนอนที่ทำจากขนสัตว์
- ใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาดแทนการปัดกวาด
- เลี้ยงสัตว์ไว้นอกบ้าน หรือเลี่ยงไปเลี้ยงปลา เต่า แทนการเลี้ยงสัตว์ที่มีขน
- ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว ต้องไม่ให้เข้าไปในห้องนอนเป็นอันขาด
- อาบน้ำให้สัตว์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

เป็นอย่างไรบ้างคิดว่าคงไม่ยากเกินไปนะ อย่างไรก็ตามวิธีการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น หลายคนก็ยังเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ ทั้งนี้ เนื่องจากเราอาจแพ้สารหลายชนิดด้วยกันก็ได้และอาจจำเป็นต้องใช้ยาช่วยควบคุมอาการควบคู่ไปด้วย

ทำไม...นมแม่ดีที่หนึ่งเลย


น้ำนมแม่เป็นสิ่งวิเศษสุดที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมา มีประโยชน์ช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง ร่าเริงสมวัย ช่วยพัฒนาทั้งร่างกาย สมองและสติปัญญาของลูกน้อย นอกจากนี้การให้นมแม่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าความผูกพันลึกซึ้งทางใจระหว่างแม่กับลูกยิ่งนัก

ผลดีของการให้ลูกดูดนมแม่
มดลูกเข้าอู่เร็ว
ป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด
รูปร่างกลับสู่ภาวะเดิมได้เร็ว
การให้ลูกดูดนมแม่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเว้นระยะห่างของการตั้งครรภ์ได้
ลดอัตราการเกิดของมะเร็งเต้านม

ประโยชน์ของนมแม่ที่มีต่อลูก
สด สะอาด สะดวก ประหยัดและปลอดภัย
มีสารอาหารครบถ้วนและมีแร่ธาตุบำรุงสมองมากกว่านมวัว มีปริมาณของเกลือน้อยกว่านมวัวถึง 4 เท่า
ย่อยง่าย ดูดซึมได้ดี ไม่มีของเสียคั่งค้าง
มีภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อหวัด ท้องเดินหรือปอดอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้
ลดความเสี่ยงต่อการแพ้นมวัว
เด็กดื่มนมแม่จะอ้วนน้อยกว่านมวัว
ส่งเสริมความผูกพันรักใคร่ในแม่และเด็ก

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร
แม่ควรตรวจเต้านมดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะหัวนมแบนหรือสั้นกว่าปกติ ซึ่งจะต้องทำการนวดหรือดึงหัวนมให้ยืดออกมาตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ โดยใช้นิ้วสองนิ้วกดบริเวณด้านข้างของหัวนมดันให้หัวนมโผล่ขึ้นมาและรูดออกไปทางด้านข้าง ทำสลับทั้งด้านบนและด้านล่าง แต่ในระยะใกล้คลอดควรงดการนวดกระตุ้น เพราะอาจจะทำให้มดลูกเกิดการหดตัวแรงขึ้น และมีผลทำให้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้
ภายหลังคลอดแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ประกอบกับการดูดกระตุ้นของลูก จะทำให้มีการสร้างน้ำนมทันที เต้านมใหญ่หรือเล็กจะมีจำนวนของต่อมน้ำนมไม่แตกต่างกัน ต่อมน้ำนมจะอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 10-15 กลุ่ม รอบๆ ต่อมน้ำนมจะมีเซลล์ลักษณะพิเศษซึ่งสามารถหดรัดตัวได้ ทำหน้าที่บีบน้ำนมออกจากต่อมน้ำนม ให้ไหลออกมาตามท่อน้ำนมมายังบริเวณที่เก็บกักน้ำนมซึ่งอยู่บริเวณใต้ลานนม
เมื่อเด็กดูดนมแม่ น้ำนมจะถูกบีบไหลออกมาทางรูเปิดของน้ำนม เมื่อเด็กดูดนมจะกระตุ้นบริเวณหัวนมแม่ ซึ่งจะส่งผลไปยังต่อมใต้สมองของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนออกมา 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างน้ำนม (โปรแลคติน) และฮอร์โมนที่ช่วยในการหลั่งน้ำนมอย่างต่อเนื่องได้ (อ๊อกซิโตซิน) การให้เด็กดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง และดูดนานพอในแต่ละครั้งจะช่วยให้ฮอร์โมนนี้มีระดับสูงอยู่เสมอ แม่ก็จะมีน้ำนมมากพอสำหรับลูก


คุณแม่จำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่รู้จะอุ้มลูกท่าไหน ให้นมอย่างไร ให้แล้วลูกไม่ดูดนมหรือดูดนมได้น้อย แบบนี้เลยหงุดหงิดใจทั้งคุณแม่คุณลูก อย่าเพิ่งท้อเพราะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับคุณแม่มือใหม่ทุกคน มาดูกันว่าแต่ละท่าที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร

1. ท่านอนขวางบนตัก
หาหมอนมาช่วยพยุงหลัง รองใต้แขนและวางบนตักเพื่อให้เกิดความสบายขณะให้นมลูก
อุ้มลูกนอนในท่าตะแคง ท้องของลูกแนบชิดกับท้องของคุณ ใบหน้าของลูกเงยขึ้นจนมองเห็นหน้าคุณ ในกรณีที่ลูกดูดนมด้านขวาลำตัวของลูกจะอยู่บนท่อนแขนขวาของคุณ และให้ใช้มือขวากุมกระชับก้นลูกเอาไว้

2. ท่าฟุตบอล
หาหมอนมาวางซ้อนกันด้านข้างลำตัวของคุณ โดยให้ความสูงของหมอนเมื่อวางลูกลงไปแล้วอยู่ในระดับเต้านมของคุณ
วางลูกลงบนหมอนแล้วโอบกระชับลูกเข้ากับสีข้างด้านที่คุณต้องการจะให้นม โดยจัดให้ลูกนอนในท่ากึ่งตะแคง กึ่งนอนหงาย เท้าชี้ไปด้านหลัง
ใช้ฝ่ามือด้านเดียวกับเต้านมประคองท้ายทอยและหลังของลูกเอาไว้

3. การให้นมในที่สาธารณะ
ในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าบางแห่งจะจัดสถานที่สำหรับให้นมโดยเฉพาะไว้บริการ หากไม่มีคุณสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ เพื่อขอใช้สถานที่ที่สงบเงียบและไม่พลุกพล่านภายในบริเวณนั้นๆ แทน
พาดผ้าขนหนูข้ามหัวไหล่ไว้
อุ้มลูกพาดทับผ้าขนหนูที่วางพาดหัวไหล่ไว้ แล้วเอาผ้าที่อยู่ด้านหลังมาโอบตัวลูกไว้
โดยคอยดึงให้ผ้ายังคงปกคลุมทรวงอกของคุณแม่ไว้
ทั้งท่านอนขวางบนตัก และท่าฟุตบอลเป็นท่าที่เหมาะในการให้นมลูกในที่สาธารณะ เพราะทั้ง 2 ท่านี้คุณจะสามารถกางผ้าขนหนูคลุมจากบริเวณหัวไหล่ของคุณลงมาปิดบริเวณศีรษะของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงหน้าอกที่เปิดออกให้ลูกได้ดูดด้วย โดยคุณควรเลือกผ้าขนหนูที่ผืนไม่ใหญ่มากนักและไม่ควรปิดหน้าของลูกจนมิดเกินไป

การให้นมถูกท่าจะช่วยให้สบายตัวสบายใจทั้งคุณแม่และคุณลูก คุณแม่ก็ไม่เมื่อย น้ำนมก็ไหลคล่อง คุณลูกก็มีความสุขเพราะมีน้ำนมไหลให้กินเต็มอิ่ม อิ่มแล้วก็นอนหลับสบาย ตื่นมาก็อารมณ์ดี พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวัน

Mother Support : ปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ถนนราชวิถี เขตราชเทวี ชั้น 11 ตึกอาคารสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2354-8404 ต่อ 11 Fax: 0-2354-8409 http://www.thaibreastfeeding.org

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

นมแพะกับนมแม่

นมแพะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุดจริงหรือเปล่านะ

นมแพะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงนมวัวไม่ใกล้เคียงกับนมแม่เลย จากการรวบรวมข้อมูลของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อุไรพร จิตต์แจ้ง หัวหน้าฝ่ายโภชนาการชุมชนสถาบันวิจัยโภชนาการ แนะนำว่าโดยส่วนประกอบพื้นฐานของสารอาหารในนมแพะคล้ายนมวัว ไม่ได้มีส่วนประกอบคล้ายนมแม่อย่างที่บางท่านเข้าใจ จึงไม่ควรใช้เลี้ยงทารกแทนนมแม่ โดยเฉพาะทารกในขวบปีแรก นมแพะมีโปรตีนและไขมันที่มีโมเลกุลเล็กกว่าโปรตีนนมวัว จึงย่อยได้ง่ายกว่า แต่ปริมาณสารอาหารอื่นๆ ใกล้เคียงกับนมวัว

สำหรับปริมาณน้ำตาลแลกโตสในนมแพะมีต่ำกว่านมวัวเล็กน้อย ส่วนในนมแม่มีปริมาณน้ำตาลแลกโตสสูงกว่านมวัวและนมแพะ ปริมาณแลกโตสที่สูงนี้จะมีแบคทีเรียในทางเดินอาหารย่อยแล้วเกิดเป็นกรด อุจจาระทารกจึงมีกลิ่นเปรี้ยว ไม่เหม็นเหมือนอุจจาระทารกที่ดื่มนมวัวหรือนมแพะ

อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ นมแพะที่ว่านี้มีการปรับสูตรให้เทียบเท่านมแม่แล้วหรือไม่ เพราะปกตินมวัวสำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนมีการปรับสูตรให้ใกล้นมแม่มากที่สุด และหลัง 6 เดือนเป็นสูตรนมต่อเนื่อง ยังต้องมีการปรับปริมาณโปรตีนให้ต่ำกว่านมวัวอยู่ เมื่อเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไปจึงจะดื่มนมครบส่วนได้ ถ้านมที่ว่านี้เป็นนมแพะพร้อมดื่มทั่วไป แสดงว่าเป็นสูตรที่มีโปรตีนสูงใกล้เคียงนมวัวครบส่วน ไม่เหมาะกับการใช้เลี้ยงทารก

ขอแนะนำให้คุณแม่ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อดูสูตรนมแพะที่ให้ลูกขณะนี้ และทางที่ดีควรเปลี่ยนมาให้ลูกดื่มนมสูตรทารกก่อน 6 เดือนจะดีกว่า

คู่มือเล่นกีฬาแบบปลอดภัย

เด็กๆ จะเล่นกีฬาทั้งที ก็ควรมีความรู้เรื่องการป้องกันอันตรายและการบาดเจ็บอย่างถูกวิธีด้วย เพื่อที่ว่าหนูน้อยจะได้สนุก สุขภาพดี และไม่มีบาดแผล

Head or Eye Injury การบาดเจ็บที่ศรีษะหรือดวงตา อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ในกรณีที่เจ้าตัวน้อยชอบเล่นปีนป่ายโลดโผน จนศรีษะไปโขกเข้ากับของแข็ง หรือกระทั่งอาจเกิดจากการโดนลูกบอลกระแทกเข้าอย่างจัง ซึ่งในบางครั้งการบาดเจ็บที่ศรีษะก็อาจนำมาซึ่งการบาดเจ็บต่อดวงตาได้ด้วย
สิ่งที่ควรทำหลังจากเกิดอุบัติเหตุ หากพบว่าลูกดูมึนๆ งงๆ พูดได้ไม่ชัดเหมือนเดิม หรือมีอาการปวดที่คอหรือท้ายทอย นั่นอาจหมายความว่าศรีษะของลูกได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง ดังนั้นคุณจึงควรรีบโทรแจ้งรถพยาบาล ไม่ควรเคลื่อนไหวลูกเอง แต่หากว่าลูกไม่มีอาการร้ายแรงหลังอุบัติเหตุ สิ่งที่ควรทำคือสังเกตอาการต่อไปอีก 72 ชั่วโมง หากพบว่าเจ้าตัวน้อยปวดหัว เวียนหัว มองเห็นไม่ชัด หรืออาเจียน รวมทั้งหากลูกถูกกระแทกบริเวณดวงตาโดยตรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที

Wrist Hand & Finger Injury เมื่อสะดุดหรือพลาดพลั้งหกล้ม เจ้าตัวเล็กอาจใช้มือลงเพื่อรองรับน้ำหนักตัว ซึ่งอาจทำให้มือ ข้อมือ หรือนิ้ว ได้รับบาดเจ็บได้
สิ่งที่ควรทำ หากว่ามือหรือนิ้วมือของลูก บิดผิดรูปหลังเกิดอุบัติเหตุ หรือหากอาการบวมไม่ทุเลาภายใน 24 ชั่วโมง คุณควรพาลูกไปพบแพทย์ โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าตัวเล็กได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือ คุณต้องระมัดระวังและสังเกตว่ามีกระดูกหักหรือไม่ และไม่ให้ลูกเคลื่อนไหวข้อมือหรือนวดก่อนไปพบแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการหนักมากขึ้น

Bruise Cut or Burn อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดอาการฟกช้ำหรือแผลแตก เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่เลือกสถานที่ โดยเฉพาะในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
สิ่งที่ควรทำ เมื่อได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลแตก หรือฟกช้ำ ควรทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาด หากว่าแผลแตกลึกมาก ควรพาลูกไปพบแพทย์ ภายใน 6-12 ชั่วโมง และต้องระวังเป็นพิเศษหากแผลแตกนั้นอยู่ใกล้บริเวณข้อต่อ เพราะอาจติดเชื้อได้โดยง่าย สำหรับแผลฟกช้ำปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้โดยใช้น้ำแข็งประคบประมาณ 20-30 นาที

Ankle Injury การบาดเจ็บที่ข้อเท้าเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เด็กๆ วิ่งเล่น แล้วก้าวพลาด หรือสะดุดหกล้ม ข้อเท้าพลิก เกิดขึ้นได้บ่อยๆ เมื่อเจ้าตัวเล็กวิ่งหรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ควรทำหลังอุบัติเหตุ หากข้อเท้าของลูกมีอาการเจ็บแต่ไม่บวม คุณอาจประคบด้วยน้ำแข็ง และพันหลวมๆ ด้วยผ้ายืดสำหรับพยุงข้อเท้า หากว่ามีอาการบวมและปวดมาก เมื่อยืน หรือเดิน อาจต้องพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเอ๊กซเรย์

พัก ยก กด เย็น : เพื่อรักษาบาดแผล

เมื่อลูกได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งเล่น หรือออกกำลัง ลองใช้วิธีการ พัก ยก กด เย็น เพื่อบรรเทาการฟกช้ำ บวม ปวด เคล็ดขัดยอก
พัก บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ โดยเคลื่อนไหวบริเวณนั้นให้น้อยที่สุด ในระยะเวลา 48 ชั่วโมง หากลูกได้รับบาดเจ็บที่ขา ก็ควรงดการเดินโดยสิ้นเชิง
ยก บริเวณที่บาดเจ็บให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนเลือดได้ดี ซึ่งจะทำให้อาการบวมลดลงได้ คุณควรยกบริเวณที่ฟกช้ำให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจภายใน 24 ชั่วโมงหลังอุบัติเหตุ
กด หรือพยุงบริเวณที่ฟกช้ำ ด้วยผ้ายืดที่ใช้ในการประคองกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรพันแน่นเกิดไป เจ้าตัวเล็กไม่ควรรู้สึกชาหรือรู้สึกอึดอัดหลังจากพันผ้าแล้ว
เย็น ประคบบริเวณที่ฟกช้ำด้วยน้ำแข็งประมาณ 20-30 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้อาการบวมกำเริบ

เด็ก ๆ จะ ออกกำลังกายเมื่อไรดี

ใครก็คงรู้ว่าคุณหนูๆ ที่กำลังเจริญเติบโตนั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ดีอย่างรอบด้านทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เด็กจะได้รับจากการเอาใจใส่เลี้ยงดู อาหารการกิน รวมทั้งการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมที่จะได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่นกีฬานั่นเอง

กล้ามเนื้อแข็งแรง การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น เพราะมีการพัฒนาระบบประสาทสั่งการที่เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อได้มีประสิทธิภาพ

สูงแน่ๆ แค่ออกกำลัง เพราะเมื่อเด็กๆ ได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย จะส่งผลให้เกิดการสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตแข็งแรง ซึ่งจะส่งผลต่อความสูงของหนูน้อยได้

หัวใจแข็งแรง เพราะเมื่อออกกำลังหัวใจจะเต้นแรงขึ้น มีการบีบตัวที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือด ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง

ไม่อ้วน เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกิน มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ โรคระบบกระดูกและข้อ การหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ และมีโอกาสเสี่ยงความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ได้ด้วย ซึ่งการออกกำลังจะช่วยป้องกันภาวะเหล่านี้ได้

ดีต่อจิตใจ เพราะการออกกำลังกายของเด็กๆ บางครั้งก็คือการกระโดดโลดเต้น หรือตะลุยสนามเด็กเล่นกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ซึ่งจะทำให้คุณหนูๆ สนุกสนาม อารมณ์แจ่มใส ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย รวมทั้งทำให้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า ส่งผลถึงความเชื่อมั่นในตนเองตามมา

เลือกกีฬาให้ถูกใจวัยเด็ก
เพื่อที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกดีกับการได้เคลื่อนไหวร่างกายออกกำลัง คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกกีฬาให้เหมาะกับหนูน้อยแต่ละวัยด้วย

วัยเตาะแตะ 3 ปี เจ้าตัวเล็กวัยนี้กำลังเริ่มที่จะเรียนรู้การเคลื่อนขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งการวิ่ง การวิ่งไล่จับ การกระโดด ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับเด็กในวัยนี้ ได้แก่
การเดิน การวิ่งในสวนหรือในสนาม
เล่นกับเพื่อนๆ ในสนามเด็กเล่น
เล่นน้ำโดยมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด
คลาสยิมนาสติกสำหรับเด็กโดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแล

หนูน้อยวัย 3- 6 ปี ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายและการระมัดระวังตัวเองของเจ้าตัวเล็กจะพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้น เจ้าตัวเล็กอาจพร้อมที่จะเริ่มการเล่นกีฬาเป็นทีมกับเพื่อนๆ
เต้นเข้าจังหวะเพลง
กระโดดขาเดียว หรือวิ่งไล่จับ
กระโดดเชือก
วิ่งไล่จับบอลลูกเล็ก
ขี่จักรยาน

หนูน้อยวัย 7 ปีขึ้นไป
ฟุตบอล
ยิมนาสติก
ว่ายน้ำ
เทนนิส
ขี่จักรยาน

แม่จ๋ากีฬาไม่เห็นสนุก
ขณะที่คุณกำลังหากีฬาที่เหมาะสมให้กับลูก คุณก็อาจจะพบว่าเจ้าตัวเล็กไม่อยากเล่นกีฬาเอาเสียเลย เด็กๆ ส่วนหนึ่งไม่ชอบเล่นกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะหนูน้อยเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการเป็นส่วนหนึ่งของทีม หนูน้อยอาจรู้สึกว่าไม่สนุก ไม่เข้าใจกติกา หรือเพื่อนๆ หัวเราะเยาะเมื่อทำพลาด ประสบการณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในวิชาพละที่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม คุณสามารถดูแลความรู้สึกของลูกได้

ก่อนการเล่นกีฬาแต่ละครั้ง คุณอาจถามความคิดเห็นของลูกก่อนว่า ลูกต้องการจะลองเล่นกีฬานั้นไหม และเมื่อเล่นแล้วก็ถามความรู้สึกของลูกว่าเป็นอย่างไร สนุกหรือไม่ เป็นต้น โดยไม่เจาะจงอยู่ที่ลูกเล่นได้ดีแค่ไหนหรือใครเป็นผู้ชนะ นอกจากนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนักคือ

ตั้งความหวังให้อยู่บนความเป็นจริง เช่น หากลูกของคุณวิ่งช้า ก็ไม่ควรคาดหวังให้ลูกวิ่งได้เป็นที่หนึ่ง
ทำให้ลูกรู้สึกว่ากิจกรรมต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสนุก
ต้องแน่ใจว่าขณะเล่นกีฬานั้น เจ้าตัวเล็กก็ได้เข้าสังคมกับเพื่อนๆ ด้วย
สอนให้ลูกเข้าใจว่าการชนะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของเกมส์กีฬา
อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ
ให้กำลังใจไม่ว่าลูกจะแพ้หรือชนะ
ดูแลเรื่องโภชนาการของลูกให้ครบถ้วน

ออกกำลังกายเมื่อไรดี
กุมารแพทย์ Edward Laskowski แห่ง The Sports Medicine Clinic at Mayo Clinic ในเมืองโรสเชสเตอร์ สหรัฐฯ ระบุว่า การมีสุขภาพดีอาจไม่ได้หมายความว่าต้องมีการเล่นกีฬาเสมอไป แต่ การมีสุขภาพที่ดี คือการที่เด็กๆ ได้มีกิจกรรมซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยานกับคุณพ่อ หรือวิ่งเก็บลูกบอลให้พี่ๆ ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นทำให้เด็กๆ เหนื่อยในระดับปานกลาง คือ หายใจเร็วขึ้น เหงื่อซึม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

เมื่อลูกรักมีน้ำหนักมากเกินไป

หากว่าเจ้าตัวน้อยกินขนมปังแผ่นโตกับโดนัทชิ้นใหญ่เป็นอาหารเช้า นั่นก็เท่ากับว่าหนูน้อยได้กินน้ำตาลถ้วยใหญ่เข้าไปเต็มๆ เลยทีเดียว คุณแม่ที่รักษารูปร่างคงรู้ดีว่า การกินอาหารประเภทแป้งนั้นจะแปลสภาพไปเป็นน้ำตาลได้ในที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้คุณยังจะให้ลูกกินอาหารประเภทแป้งเป็นหลักเกือบทุกมื้ออีกหรือไร ปัญหาในการหาชุดเด็กสำหรับลูกรักคงไม่ใช้ปัญหาใหญ่สำหรับคุณพ่อและคุณแม่แต่คงเป็นเรื่องสุขภาพของคุณลูกที่รักมากกว่า

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเจ้าตัวดีที่น้ำหนักเกิน และเริ่มจะตุ้ยนุ้ยจนเกินไป

เลือกผักและผลไม้ให้เป็น จริงอยู่ที่ว่าการกินผักและผลไม้นั้นเป็นประโยชน์ แต่สำหรับคุณหนูๆ ที่มีน้ำหนักเกินอัตรานั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกผักและผลไม้ให้ลูกอย่างชาญฉลาด คุณควรหลีกเลี่ยง ข้าวโพดและมันฝรั่ง รวมถึงกล้วย และสับปะรด ด้วย ผลไม้ที่เหมาะสมสำหรับหนูน้อยตุ้ยนุ้ยคือ แอปเปิ้ล องุ่น ส้ม แคนตาลูป กีวี และเบอร์รี่ต่างๆ

กินโปรตีนในทุกๆ มื้อ การกินอาหารประเภทโปรตีนนั้นจะไปช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ปลดปล่อยไขมันที่ร่างกายเก็บเอาไว้ ให้นำออกมาใช้

ไขมันไม่ใช่ศัตรูเสมอไป ไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากเนยถั่ว หรืออะโวคาโด จะช่วยทำให้ระบบย่อยทำงานช้าลง รวมทั้งไขมันที่ดียังทำหน้าที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ด้วย คุณจึงควรทำศึกษาว่าจะพบแหล่งไขมันที่ดีในอาหารชนิดใดบ้างเพื่อประโยชน์ของเจ้าตัวเล็ก

หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่ายายไม่รู้จัก อาหารจังค์ฟู้ดยุคใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น แต่คนรุ่นปู่ย่าตายายไม่รู้จักนั้น มักจะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ไม่ว่าจะเป็นไก่นักเกต พิซซ่าฟัฟ ชีสสติ๊ก ฯลฯ เพราะเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน

อย่าให้ลูกรู้สึกโดดเดียว คุณไม่จำเป็นต้องให้ลูกรู้หรอกว่าเขากำลังอยู่ในช่วงไดเอท เพราะยิ่งรู้ก็ยิ่งจะทำให้ภารกิจพิชิตความอ้วนครั้งนี้ยากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ถูกต้อง คุณควรปรับพฤติกรรมการกินด้วยกันทั้งครอบครัว เมื่อลูกเห็นว่าคุณเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์กินผักที่มีกากใย หนูน้อยก็จะไม่รู้สึกโดดเดียว ลองคิดดูสิว่าหากคุณนั่งกินข้าวหมูกรอบ ขณะที่ให้ลูกกินข้าวกล้องกับต้มซุปแครอท เด็กๆ จะมีกำลังใจได้อย่างไร

การชวนลูกรักลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น พ่อแม่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย

ทำไมลูกดื้อ เกิดอะไรขึ้นกับสมอง

The Science of Parenting เขียนโดย Ms. Margot Sunderland, Director of Education and Training, Center for Child Mental Health, London ได้กล่าวไว้ว่าช่วงวัยทองของสมองลูกนั้นอยู่ที่ แรกเกิดจนถึง 5 ขวบปีแรกที่สมองสามารถพัฒนา และทำการเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว เหมาะที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พ่อแม่ เป็นผู้เริ่มสร้างเริ่มสอนให้ และต้องเป็นการให้ที่สม่ำเสมอจึงจะส่งผลดีต่องพัฒนาการสมองของลูก

การดื้อของลูกว่ามีสาเหตุปัจจัย 4 สาเหตุ
โดย มาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ กการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบในปริมาณที่มาก สมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และการโหยหาทางด้านจิตใจ ซึ่งต่างก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่น่ารักนี้ออกมา เราจึงต้องเรียนรู้และพร้อมกับการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมดื้อของลูกกัน ทั้งนี้ Ms. Margot Sunderland d Director of Education and Training, Center for Child Mental Health, London และ Dr. Jaak Panksepp ได้เขียนไว้ว่าพฤติกรรมดื้อของเด็กนั้นส่วนหนึ่งมาจาก การที่เด็กรับรู้ถึงอารมณ์ที่ผันแปรของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้าง

พฤติกรรมของเด็กมักจะได้รับผลกระทบมาจากอารมณ์ที่ผันแปรของผู้ใหญ่
เด็กสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในผู้ใหญ่ได้ หากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดด้วยนั้นมีอารมณ์ที่ผันแปรอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย เศร้าโศก ฉะนั้นการร้องให้ไม่หยุด การโกรธ การแสดงอาการโวยวายของเด็กอาจเป็นอีกหนึ่งของการระบาย หรือหาทางออกจากอารมณ์ที่ได้รับจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดอยู่ด้วยนั่นเอง
ด้วยภาระกิจการดูแลเด็กเป็นงานที่หนักและมีความเครียด แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถควบคุมความเครียดได้ สิ่งแวดล้อมนี้จะส่งผลกระทบทำให้เด็กมีความเครียดตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังคุณหรือคนรอบข้างได้ และเป็นผลให้คุณลงความเห็นกันว่าเด็กกำลังดื้อ
เหตุผลที่ส่งผลถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ คือ ในสมองส่วนหน้าด้านซ้ายของสมองเด็กที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่นั้น สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ หรือบรรยาการความเครียดได้ถึงหนึ่งในพันของหนึ่งวินาที
เด็กทารกสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความตึงเครียดได้จากการสัมผัส การอุ้มจากผู้ใหญ่ เด็กทารกร้องไห้จ้าเมื่อได้อยู่ในสภาวะที่มีเสียงดังเอะอะ ครึกโครม เด็กที่อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีแต่ความเครียด การทะเลาะเบาะแวง จากผู้ใหญ่
สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่ออารมณ์ และจิตใจของเด็กได้ หากต้องถูกสั่งสมเป็นระยะเวลานาน ก็จะส่งผลถึงพฤติกรรม จิตใจ ความสำนึก ทำให้เด็กเป็นเด็กที่มีอารมณ์เก็บกด ไม่มีความสุขได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นการจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เด็กถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความรัก บรรยากาศผ่อนคลาย มีแต่ความสุข ก็จะทำให้เด็กเป็นเด็กที่ผ่อนคลาย มองโลกในแง่ดี มีความสุข ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงดูและจากการตัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับเด็ก จึงเป็นผลให้เกิดความสุขขึ้นได้กับเด็ก

อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งสืบเนื่องมาจากสภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก คือการกระตุ้นผิดส่วนในสมองของเด็ก บ่อยครั้งที่สิ่งแวดล้อมได้กระตุ้นการรับรู้ของสมองเด็กไปในทางที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากเด็ก อยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีแต่เสียงคำสั่งห้ามการกระทำใดๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น ห้ามทำ อย่า ไม่ คำพูดเหล่านี้ ส่งผลในการไปกระตุ้นระบบความกลัว Fear Systems ความโกรธ ความรุนแรง Rage Systems ในสมองเด็ก แต่ในทางตรงกันข้าม หากเด็กได้รับการสนับสนุน ให้มีการเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ บรรยาการที่เต็มไปด้วยความรัก สิ่งแวดล้อมนี้จะช่วยส่งผลในการกระตุ้น Play Systems และ Care Systems ของสมองเด็ก ส่งผลให้สมองเด็กไม่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียด เป็นผลให้เด็กเป็นเด็กที่มีจิตใจที่สงบ มีอารมณ์ที่มั่นคง สร้างความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ

ครั้งต่อไปหากคุณรู้สึกเครียด เหนื่อย หรืออยู่ในสภาวะที่อารมณ์แปรปวน ลองใช้เวลาปรับอารมณ์ซักพัก ก่อนที่จะโต้ตอบพฤติกรรมของลูกในทันที หรือหากเห็นว่าลูกกำลังทำอะไรที่คุณไม่เห็นด้วย ก่อนที่จะห้ามปรามทันที คุณลองชั่งใจและประเมินสถานการณ์ก่อนว่า หากพฤติกรรมนั้นๆ ไม่นำมาถึงความไม่ปลอดภัยของตัวลูก ลองใช้วิธีเสนอแนะข้างต้น และหันเหความสนใจให้ลูกเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นที่คุณคิดว่าเหมาะสม พร้อมคำอธิบายด้วยอารมณ์คงที่ของคุณ ก่อนที่จะห้ามปราม "อย่า แม่สั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้" ก็จะเป็นผลดีต่อตัวลูกมาก

mothersdigest.in.th