ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

คู่มือเล่นกีฬาแบบปลอดภัย

เด็กๆ จะเล่นกีฬาทั้งที ก็ควรมีความรู้เรื่องการป้องกันอันตรายและการบาดเจ็บอย่างถูกวิธีด้วย เพื่อที่ว่าหนูน้อยจะได้สนุก สุขภาพดี และไม่มีบาดแผล

Head or Eye Injury การบาดเจ็บที่ศรีษะหรือดวงตา อาจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ในกรณีที่เจ้าตัวน้อยชอบเล่นปีนป่ายโลดโผน จนศรีษะไปโขกเข้ากับของแข็ง หรือกระทั่งอาจเกิดจากการโดนลูกบอลกระแทกเข้าอย่างจัง ซึ่งในบางครั้งการบาดเจ็บที่ศรีษะก็อาจนำมาซึ่งการบาดเจ็บต่อดวงตาได้ด้วย
สิ่งที่ควรทำหลังจากเกิดอุบัติเหตุ หากพบว่าลูกดูมึนๆ งงๆ พูดได้ไม่ชัดเหมือนเดิม หรือมีอาการปวดที่คอหรือท้ายทอย นั่นอาจหมายความว่าศรีษะของลูกได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง ดังนั้นคุณจึงควรรีบโทรแจ้งรถพยาบาล ไม่ควรเคลื่อนไหวลูกเอง แต่หากว่าลูกไม่มีอาการร้ายแรงหลังอุบัติเหตุ สิ่งที่ควรทำคือสังเกตอาการต่อไปอีก 72 ชั่วโมง หากพบว่าเจ้าตัวน้อยปวดหัว เวียนหัว มองเห็นไม่ชัด หรืออาเจียน รวมทั้งหากลูกถูกกระแทกบริเวณดวงตาโดยตรง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที

Wrist Hand & Finger Injury เมื่อสะดุดหรือพลาดพลั้งหกล้ม เจ้าตัวเล็กอาจใช้มือลงเพื่อรองรับน้ำหนักตัว ซึ่งอาจทำให้มือ ข้อมือ หรือนิ้ว ได้รับบาดเจ็บได้
สิ่งที่ควรทำ หากว่ามือหรือนิ้วมือของลูก บิดผิดรูปหลังเกิดอุบัติเหตุ หรือหากอาการบวมไม่ทุเลาภายใน 24 ชั่วโมง คุณควรพาลูกไปพบแพทย์ โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าตัวเล็กได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือ คุณต้องระมัดระวังและสังเกตว่ามีกระดูกหักหรือไม่ และไม่ให้ลูกเคลื่อนไหวข้อมือหรือนวดก่อนไปพบแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการหนักมากขึ้น

Bruise Cut or Burn อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดอาการฟกช้ำหรือแผลแตก เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่เลือกสถานที่ โดยเฉพาะในการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
สิ่งที่ควรทำ เมื่อได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลแตก หรือฟกช้ำ ควรทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสะอาด หากว่าแผลแตกลึกมาก ควรพาลูกไปพบแพทย์ ภายใน 6-12 ชั่วโมง และต้องระวังเป็นพิเศษหากแผลแตกนั้นอยู่ใกล้บริเวณข้อต่อ เพราะอาจติดเชื้อได้โดยง่าย สำหรับแผลฟกช้ำปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้โดยใช้น้ำแข็งประคบประมาณ 20-30 นาที

Ankle Injury การบาดเจ็บที่ข้อเท้าเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เด็กๆ วิ่งเล่น แล้วก้าวพลาด หรือสะดุดหกล้ม ข้อเท้าพลิก เกิดขึ้นได้บ่อยๆ เมื่อเจ้าตัวเล็กวิ่งหรือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ควรทำหลังอุบัติเหตุ หากข้อเท้าของลูกมีอาการเจ็บแต่ไม่บวม คุณอาจประคบด้วยน้ำแข็ง และพันหลวมๆ ด้วยผ้ายืดสำหรับพยุงข้อเท้า หากว่ามีอาการบวมและปวดมาก เมื่อยืน หรือเดิน อาจต้องพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเอ๊กซเรย์

พัก ยก กด เย็น : เพื่อรักษาบาดแผล

เมื่อลูกได้รับบาดเจ็บจากการวิ่งเล่น หรือออกกำลัง ลองใช้วิธีการ พัก ยก กด เย็น เพื่อบรรเทาการฟกช้ำ บวม ปวด เคล็ดขัดยอก
พัก บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ โดยเคลื่อนไหวบริเวณนั้นให้น้อยที่สุด ในระยะเวลา 48 ชั่วโมง หากลูกได้รับบาดเจ็บที่ขา ก็ควรงดการเดินโดยสิ้นเชิง
ยก บริเวณที่บาดเจ็บให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เกิดการไหลเวียนเลือดได้ดี ซึ่งจะทำให้อาการบวมลดลงได้ คุณควรยกบริเวณที่ฟกช้ำให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจภายใน 24 ชั่วโมงหลังอุบัติเหตุ
กด หรือพยุงบริเวณที่ฟกช้ำ ด้วยผ้ายืดที่ใช้ในการประคองกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรพันแน่นเกิดไป เจ้าตัวเล็กไม่ควรรู้สึกชาหรือรู้สึกอึดอัดหลังจากพันผ้าแล้ว
เย็น ประคบบริเวณที่ฟกช้ำด้วยน้ำแข็งประมาณ 20-30 นาที ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้อาการบวมกำเริบ

เด็ก ๆ จะ ออกกำลังกายเมื่อไรดี

ใครก็คงรู้ว่าคุณหนูๆ ที่กำลังเจริญเติบโตนั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ดีอย่างรอบด้านทั้งร่างกาย สมองและจิตใจ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เด็กจะได้รับจากการเอาใจใส่เลี้ยงดู อาหารการกิน รวมทั้งการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมที่จะได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเล่นกีฬานั่นเอง

กล้ามเนื้อแข็งแรง การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ ในร่างกายสมบูรณ์ขึ้น เพราะมีการพัฒนาระบบประสาทสั่งการที่เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อได้มีประสิทธิภาพ

สูงแน่ๆ แค่ออกกำลัง เพราะเมื่อเด็กๆ ได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย จะส่งผลให้เกิดการสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกเจริญเติบโตแข็งแรง ซึ่งจะส่งผลต่อความสูงของหนูน้อยได้

หัวใจแข็งแรง เพราะเมื่อออกกำลังหัวใจจะเต้นแรงขึ้น มีการบีบตัวที่ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือด ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง

ไม่อ้วน เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกิน มักมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ โรคระบบกระดูกและข้อ การหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ และมีโอกาสเสี่ยงความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ได้ด้วย ซึ่งการออกกำลังจะช่วยป้องกันภาวะเหล่านี้ได้

ดีต่อจิตใจ เพราะการออกกำลังกายของเด็กๆ บางครั้งก็คือการกระโดดโลดเต้น หรือตะลุยสนามเด็กเล่นกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ซึ่งจะทำให้คุณหนูๆ สนุกสนาม อารมณ์แจ่มใส ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย รวมทั้งทำให้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรง กระปรี้กระเปร่า ส่งผลถึงความเชื่อมั่นในตนเองตามมา

เลือกกีฬาให้ถูกใจวัยเด็ก
เพื่อที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกดีกับการได้เคลื่อนไหวร่างกายออกกำลัง คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกกีฬาให้เหมาะกับหนูน้อยแต่ละวัยด้วย

วัยเตาะแตะ 3 ปี เจ้าตัวเล็กวัยนี้กำลังเริ่มที่จะเรียนรู้การเคลื่อนขั้นพื้นฐานต่างๆ ทั้งการวิ่ง การวิ่งไล่จับ การกระโดด ซึ่งการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับเด็กในวัยนี้ ได้แก่
การเดิน การวิ่งในสวนหรือในสนาม
เล่นกับเพื่อนๆ ในสนามเด็กเล่น
เล่นน้ำโดยมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด
คลาสยิมนาสติกสำหรับเด็กโดยมีผู้เชี่ยวชาญดูแล

หนูน้อยวัย 3- 6 ปี ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายและการระมัดระวังตัวเองของเจ้าตัวเล็กจะพัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้น เจ้าตัวเล็กอาจพร้อมที่จะเริ่มการเล่นกีฬาเป็นทีมกับเพื่อนๆ
เต้นเข้าจังหวะเพลง
กระโดดขาเดียว หรือวิ่งไล่จับ
กระโดดเชือก
วิ่งไล่จับบอลลูกเล็ก
ขี่จักรยาน

หนูน้อยวัย 7 ปีขึ้นไป
ฟุตบอล
ยิมนาสติก
ว่ายน้ำ
เทนนิส
ขี่จักรยาน

แม่จ๋ากีฬาไม่เห็นสนุก
ขณะที่คุณกำลังหากีฬาที่เหมาะสมให้กับลูก คุณก็อาจจะพบว่าเจ้าตัวเล็กไม่อยากเล่นกีฬาเอาเสียเลย เด็กๆ ส่วนหนึ่งไม่ชอบเล่นกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะหนูน้อยเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการเป็นส่วนหนึ่งของทีม หนูน้อยอาจรู้สึกว่าไม่สนุก ไม่เข้าใจกติกา หรือเพื่อนๆ หัวเราะเยาะเมื่อทำพลาด ประสบการณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในวิชาพละที่โรงเรียน อย่างไรก็ตาม คุณสามารถดูแลความรู้สึกของลูกได้

ก่อนการเล่นกีฬาแต่ละครั้ง คุณอาจถามความคิดเห็นของลูกก่อนว่า ลูกต้องการจะลองเล่นกีฬานั้นไหม และเมื่อเล่นแล้วก็ถามความรู้สึกของลูกว่าเป็นอย่างไร สนุกหรือไม่ เป็นต้น โดยไม่เจาะจงอยู่ที่ลูกเล่นได้ดีแค่ไหนหรือใครเป็นผู้ชนะ นอกจากนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนักคือ

ตั้งความหวังให้อยู่บนความเป็นจริง เช่น หากลูกของคุณวิ่งช้า ก็ไม่ควรคาดหวังให้ลูกวิ่งได้เป็นที่หนึ่ง
ทำให้ลูกรู้สึกว่ากิจกรรมต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสนุก
ต้องแน่ใจว่าขณะเล่นกีฬานั้น เจ้าตัวเล็กก็ได้เข้าสังคมกับเพื่อนๆ ด้วย
สอนให้ลูกเข้าใจว่าการชนะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของเกมส์กีฬา
อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นๆ
ให้กำลังใจไม่ว่าลูกจะแพ้หรือชนะ
ดูแลเรื่องโภชนาการของลูกให้ครบถ้วน

ออกกำลังกายเมื่อไรดี
กุมารแพทย์ Edward Laskowski แห่ง The Sports Medicine Clinic at Mayo Clinic ในเมืองโรสเชสเตอร์ สหรัฐฯ ระบุว่า การมีสุขภาพดีอาจไม่ได้หมายความว่าต้องมีการเล่นกีฬาเสมอไป แต่ การมีสุขภาพที่ดี คือการที่เด็กๆ ได้มีกิจกรรมซึ่งพวกเขาได้เคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นขี่จักรยานกับคุณพ่อ หรือวิ่งเก็บลูกบอลให้พี่ๆ ตราบใดที่กิจกรรมเหล่านั้นทำให้เด็กๆ เหนื่อยในระดับปานกลาง คือ หายใจเร็วขึ้น เหงื่อซึม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

เมื่อลูกรักมีน้ำหนักมากเกินไป

หากว่าเจ้าตัวน้อยกินขนมปังแผ่นโตกับโดนัทชิ้นใหญ่เป็นอาหารเช้า นั่นก็เท่ากับว่าหนูน้อยได้กินน้ำตาลถ้วยใหญ่เข้าไปเต็มๆ เลยทีเดียว คุณแม่ที่รักษารูปร่างคงรู้ดีว่า การกินอาหารประเภทแป้งนั้นจะแปลสภาพไปเป็นน้ำตาลได้ในที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้คุณยังจะให้ลูกกินอาหารประเภทแป้งเป็นหลักเกือบทุกมื้ออีกหรือไร ปัญหาในการหาชุดเด็กสำหรับลูกรักคงไม่ใช้ปัญหาใหญ่สำหรับคุณพ่อและคุณแม่แต่คงเป็นเรื่องสุขภาพของคุณลูกที่รักมากกว่า

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเจ้าตัวดีที่น้ำหนักเกิน และเริ่มจะตุ้ยนุ้ยจนเกินไป

เลือกผักและผลไม้ให้เป็น จริงอยู่ที่ว่าการกินผักและผลไม้นั้นเป็นประโยชน์ แต่สำหรับคุณหนูๆ ที่มีน้ำหนักเกินอัตรานั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกผักและผลไม้ให้ลูกอย่างชาญฉลาด คุณควรหลีกเลี่ยง ข้าวโพดและมันฝรั่ง รวมถึงกล้วย และสับปะรด ด้วย ผลไม้ที่เหมาะสมสำหรับหนูน้อยตุ้ยนุ้ยคือ แอปเปิ้ล องุ่น ส้ม แคนตาลูป กีวี และเบอร์รี่ต่างๆ

กินโปรตีนในทุกๆ มื้อ การกินอาหารประเภทโปรตีนนั้นจะไปช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ปลดปล่อยไขมันที่ร่างกายเก็บเอาไว้ ให้นำออกมาใช้

ไขมันไม่ใช่ศัตรูเสมอไป ไขมันที่ดี เช่น ไขมันจากเนยถั่ว หรืออะโวคาโด จะช่วยทำให้ระบบย่อยทำงานช้าลง รวมทั้งไขมันที่ดียังทำหน้าที่สร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ด้วย คุณจึงควรทำศึกษาว่าจะพบแหล่งไขมันที่ดีในอาหารชนิดใดบ้างเพื่อประโยชน์ของเจ้าตัวเล็ก

หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่ายายไม่รู้จัก อาหารจังค์ฟู้ดยุคใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น แต่คนรุ่นปู่ย่าตายายไม่รู้จักนั้น มักจะเป็นอาหารที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ไม่ว่าจะเป็นไก่นักเกต พิซซ่าฟัฟ ชีสสติ๊ก ฯลฯ เพราะเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน

อย่าให้ลูกรู้สึกโดดเดียว คุณไม่จำเป็นต้องให้ลูกรู้หรอกว่าเขากำลังอยู่ในช่วงไดเอท เพราะยิ่งรู้ก็ยิ่งจะทำให้ภารกิจพิชิตความอ้วนครั้งนี้ยากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ถูกต้อง คุณควรปรับพฤติกรรมการกินด้วยกันทั้งครอบครัว เมื่อลูกเห็นว่าคุณเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์กินผักที่มีกากใย หนูน้อยก็จะไม่รู้สึกโดดเดียว ลองคิดดูสิว่าหากคุณนั่งกินข้าวหมูกรอบ ขณะที่ให้ลูกกินข้าวกล้องกับต้มซุปแครอท เด็กๆ จะมีกำลังใจได้อย่างไร

การชวนลูกรักลดน้ำหนักให้ได้ผลนั้น พ่อแม่มีบทบาทสำคัญมากๆ ในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกด้วย

ทำไมลูกดื้อ เกิดอะไรขึ้นกับสมอง

The Science of Parenting เขียนโดย Ms. Margot Sunderland, Director of Education and Training, Center for Child Mental Health, London ได้กล่าวไว้ว่าช่วงวัยทองของสมองลูกนั้นอยู่ที่ แรกเกิดจนถึง 5 ขวบปีแรกที่สมองสามารถพัฒนา และทำการเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว เหมาะที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พ่อแม่ เป็นผู้เริ่มสร้างเริ่มสอนให้ และต้องเป็นการให้ที่สม่ำเสมอจึงจะส่งผลดีต่องพัฒนาการสมองของลูก

การดื้อของลูกว่ามีสาเหตุปัจจัย 4 สาเหตุ
โดย มาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ กการบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบในปริมาณที่มาก สมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ และการโหยหาทางด้านจิตใจ ซึ่งต่างก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่น่ารักนี้ออกมา เราจึงต้องเรียนรู้และพร้อมกับการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมดื้อของลูกกัน ทั้งนี้ Ms. Margot Sunderland d Director of Education and Training, Center for Child Mental Health, London และ Dr. Jaak Panksepp ได้เขียนไว้ว่าพฤติกรรมดื้อของเด็กนั้นส่วนหนึ่งมาจาก การที่เด็กรับรู้ถึงอารมณ์ที่ผันแปรของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้าง

พฤติกรรมของเด็กมักจะได้รับผลกระทบมาจากอารมณ์ที่ผันแปรของผู้ใหญ่
เด็กสามารถรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในผู้ใหญ่ได้ หากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดด้วยนั้นมีอารมณ์ที่ผันแปรอยู่ตลอดเวลา มีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย เศร้าโศก ฉะนั้นการร้องให้ไม่หยุด การโกรธ การแสดงอาการโวยวายของเด็กอาจเป็นอีกหนึ่งของการระบาย หรือหาทางออกจากอารมณ์ที่ได้รับจากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดอยู่ด้วยนั่นเอง
ด้วยภาระกิจการดูแลเด็กเป็นงานที่หนักและมีความเครียด แต่ถ้าหากคุณไม่สามารถควบคุมความเครียดได้ สิ่งแวดล้อมนี้จะส่งผลกระทบทำให้เด็กมีความเครียดตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เชื่อฟังคุณหรือคนรอบข้างได้ และเป็นผลให้คุณลงความเห็นกันว่าเด็กกำลังดื้อ
เหตุผลที่ส่งผลถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ คือ ในสมองส่วนหน้าด้านซ้ายของสมองเด็กที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่นั้น สามารถรับรู้ถึงอารมณ์ หรือบรรยาการความเครียดได้ถึงหนึ่งในพันของหนึ่งวินาที
เด็กทารกสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ความตึงเครียดได้จากการสัมผัส การอุ้มจากผู้ใหญ่ เด็กทารกร้องไห้จ้าเมื่อได้อยู่ในสภาวะที่มีเสียงดังเอะอะ ครึกโครม เด็กที่อยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีแต่ความเครียด การทะเลาะเบาะแวง จากผู้ใหญ่
สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่ออารมณ์ และจิตใจของเด็กได้ หากต้องถูกสั่งสมเป็นระยะเวลานาน ก็จะส่งผลถึงพฤติกรรม จิตใจ ความสำนึก ทำให้เด็กเป็นเด็กที่มีอารมณ์เก็บกด ไม่มีความสุขได้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นการจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เด็กถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากเด็กอยู่ในครอบครัวที่มีแต่ความรัก บรรยากาศผ่อนคลาย มีแต่ความสุข ก็จะทำให้เด็กเป็นเด็กที่ผ่อนคลาย มองโลกในแง่ดี มีความสุข ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงดูและจากการตัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับเด็ก จึงเป็นผลให้เกิดความสุขขึ้นได้กับเด็ก

อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งสืบเนื่องมาจากสภาวะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก คือการกระตุ้นผิดส่วนในสมองของเด็ก บ่อยครั้งที่สิ่งแวดล้อมได้กระตุ้นการรับรู้ของสมองเด็กไปในทางที่ไม่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากเด็ก อยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีแต่เสียงคำสั่งห้ามการกระทำใดๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น ห้ามทำ อย่า ไม่ คำพูดเหล่านี้ ส่งผลในการไปกระตุ้นระบบความกลัว Fear Systems ความโกรธ ความรุนแรง Rage Systems ในสมองเด็ก แต่ในทางตรงกันข้าม หากเด็กได้รับการสนับสนุน ให้มีการเล่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ บรรยาการที่เต็มไปด้วยความรัก สิ่งแวดล้อมนี้จะช่วยส่งผลในการกระตุ้น Play Systems และ Care Systems ของสมองเด็ก ส่งผลให้สมองเด็กไม่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียด เป็นผลให้เด็กเป็นเด็กที่มีจิตใจที่สงบ มีอารมณ์ที่มั่นคง สร้างความมั่นใจ กล้าคิด กล้าทำ

ครั้งต่อไปหากคุณรู้สึกเครียด เหนื่อย หรืออยู่ในสภาวะที่อารมณ์แปรปวน ลองใช้เวลาปรับอารมณ์ซักพัก ก่อนที่จะโต้ตอบพฤติกรรมของลูกในทันที หรือหากเห็นว่าลูกกำลังทำอะไรที่คุณไม่เห็นด้วย ก่อนที่จะห้ามปรามทันที คุณลองชั่งใจและประเมินสถานการณ์ก่อนว่า หากพฤติกรรมนั้นๆ ไม่นำมาถึงความไม่ปลอดภัยของตัวลูก ลองใช้วิธีเสนอแนะข้างต้น และหันเหความสนใจให้ลูกเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นที่คุณคิดว่าเหมาะสม พร้อมคำอธิบายด้วยอารมณ์คงที่ของคุณ ก่อนที่จะห้ามปราม "อย่า แม่สั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้" ก็จะเป็นผลดีต่อตัวลูกมาก

mothersdigest.in.th

อุ้มลูกรักแบบถูกวิธี สานสัมพันธ์แม่ลูก

การอุ้มคือการแสดงออกถึงความรัก และเป็นวิธีถ่ายทอดความอบอุ่นจากแม่สู่ลูก ที่ลูกน้อยสามารถสัมผัสได้โดยตรง การอุ้มเด็กทารกนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย หากคุณแม่มือใหม่รู้จักเรียนรู้และมีวิธีอุ้มลูกที่ถูกต้อง แถมยังเป็นการทำความรู้จักและเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

1. ท่าอุ้มแบบเปล (ท่าอุ้มตะแคง)

- สอดมือขวาใต้ศีรษะและคอลูก ส่วนมือซ้ายประคองก้นและกระดูกสันหลัง
- ดึงศีรษะและคอลูกเข้าหาข้อต่อแขนซ้าย มือซ้ายประคองลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน
- จากนั้นให้ซ้อนแขนขวาข้างใต้แขนซ้ายเพื่อช่วยประคองน้ำหนักจากตัวลูก
เป็นท่าอุ้มที่คุณแม่สามารถสื่อถึงความรัก ความผูกพันต่อลูกได้มากที่สุด เพราะทั้งคุณแม่และคุณลูกจะมองเห็นหน้ากัน และลูกน้อยจะได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่ได้อย่างชัดเจน ท่านี้สามารถใช้ทั้งให้นมและอุ้มเล่นกับลูกได้

2. ท่าอุ้มพาดบ่า หรือทาบลำตัว

- สอดมือขวาใต้ศีรษะและคอลูก ส่วนมือซ้ายควรจะคอยประคองก้นและกระดูกสันหลัง
- อุ้มลูกขึ้นมาในระดับหัวไหล่ ศีรษะลูกไม่ควรพับข้ามไหล่ของคุณแม่ไปข้างหลัง แล้วใช้แขนรองรับก้นลูก ขาของลูกควรห้อยต่ำกว่าแขนของคุณแม่
- เพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้นควรประคองศีรษะลูกด้วยมือข้างที่ว่าง และถ้าคุณต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ทุกครั้งต้องไม่ลืมใช้มือประคองศีรษะและคอของลูกด้วย
เป็นท่าอุ้มที่ให้ความอบอุ่นและทำให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย ท่านี้สามารถใช้อุ้มหลังให้นมเพื่อให้ลูกเรอได้

Tips for mom
ก่อนจะอุ้มลูกทุกครั้งคุณแม่ควรจะล้างมือให้สะอาดก่อน เพราะเชื้อโรคจากมือเราอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวลูกที่บอบบางได้ และช่วงสัปดาห์แรกกระดูกและกล้ามเนื้อของลูกยังพัฒนาไม่เต็มที่ และคอลูกยังไม่แข็ง ดังนั้นเวลาอุ้มหรือวางคุณพ่อคุณแม่ควรประคองคอลูกน้อยให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของลูกพับ เวลาวางลูกลงคุณแม่ควรประคองศีรษะลูกด้วยมือเสมอ ให้ค่อยๆ วางลำตัวลูกบนที่นอนก่อนแล้วตามด้วยวางศีรษะลงเบาๆ ด้วย

กฎหมายกับครอบครัว

Q : มีเพื่อนหลายคนที่เขาแต่งงานมีครอบครัวออกไป ดูจากคนภายนอกก็เหมือนครอบครัวเขาจะมีความสุขดี แต่ก็มีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่มาภายหลังว่าเขาต้องอดทนอยู่ในสภาพถูกทำร้ายทางกายและใจจากสามี ไม่ทราบว่ากรณีนี้ในฐานะภรรยาเราสามารถปกป้องตัวเองได้หรือไม่ แล้วถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ กฎหมายจะช่วยอะไรได้บ้างคะ

A : สวัสดีค่ะ คุณแม่เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 นี่เอง กฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ได้มีผลบังคับใช้ค่ะ

กฎหมายฉบับนี้ต้องการจะคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลในครอบครัว ซึ่งได้แก่สามีภรรยาไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ก็ตาม หรือกระทั่งคนที่เคยเป็นสามีภรรยากันแต่เลิกกันไปแล้ว แล้วก็รวมถึงลูกๆ ลูกบุญธรรม สมาชิกหรือบุคคลใดๆ ที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เช่น ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา หลาน หรือกระทั่งแม่บ้าน คนขับรถ ฯลฯ ที่อาศัยในครอบครัวนั้นๆ ด้วยผลของกฎหมายฉบับนี้ หากมีการกระทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ผู้กระทำจะต้องมีความผิด เช่น กรณีเพื่อนของคุณแม่ที่ถูกสามีทำร้าย หรือการที่ภรรยาด่าทอสามีด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามจนเกิดผลกระทบทางใจก็เป็นความผิดได้

นอกจากนี้การบังคับหรือการใช้อํานาจครอบงําผิดคลองธรรมก็ถือเป็นความรุนแรงตามกฎหมายนี้ด้วยนะคะ เช่น สามีบังคับขู่เอาเงินจากภรรยาไปซื้อเหล้า หรือพ่อแม่บังคับลูกทำงานหนักเกินกว่าที่เด็กควรจะทำ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการสั่งสอนหรือการใช้งานตามปกติจารีตประเพณี เช่น ให้ลูกช่วยงานบ้าน แบบนี้ไม่ใช่ความรุนแรงนะคะ เพราะจะเป็นความรุนแรงได้ต้องเป็นเรื่องที่ผิดคลองธรรม
สรุปก็คือ การกระทำใดๆ ก็ตามที่ ทำให้เกิด หรือ น่าจะทำให้เกิด หรือ มุ่งให้เกิด อันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็อยู่ในบังคับกฎหมายนี้แล้ว ซึ่งผู้กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 6,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีที่เกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว กฎหมายให้ผู้ถูกกระทํา ผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทํารุนแรงนั้น แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ได้แก่ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะแจ้งโดยวิธีใดๆ ก็ได้ ทั้งแจ้งด้วยตัวเอง โทรศัพท์ แฟกซ์ หรืออีเมลก็ได้ และถ้าเป็นการแจ้งโดยสุจริต ผู้แจ้งจะได้รับความคุ้มครองไม่ให้ต้องรับผิดจากการที่เราไปแจ้งความ
ที่สำคัญคือ กฎหมายฉบับนี้ได้สร้างมาตรการพิเศษขึ้นมาก็คือ หลังจากที่แจ้งแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินคดี กฎหมายให้สามารถกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ได้ด้วยซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่มีอยู่ในกฎหมายอื่น เช่น ให้ผู้ถูกกระทำเข้ารับการรักษา ให้ผู้กระทำใช้เงิน ห้ามผู้กระทำเข้าที่พัก หรือกำหนดวิธีการดูแลบุตร เป็นต้น และหากศาลกำหนดมาตรการเหล่านี้แล้วมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีความผิดเพิ่มอีกกระทงด้วยค่ะ

โดย : ดร.ปารีณา

ทฤษฎีสมองซีกซ้าย สมองซีกขวา

 ทฤษฎีสมองซีกซ้าย-ขวาของ ดร.โรเจอร์ ดับบลิว สเปอร์รี่ (Dr.Roger W. Sperry) แห่งวิทยาลัยฟิสิกส์อุตสาหกรรม มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านได้ค้นพบในปี ค.ศ.1981 ว่าสมองคนเรานอกจากจะแบ่งออกตามขนาด เป็นสมองเล็ก สมองใหญ่ หรือแบ่งเป็นสมองส่วนหน้า ส่วนหลังแล้วยังสามารถแบ่งตามสมรรถภาพสมอง เป็นสมองซีกซ้าย-ซีกขวาได้อีกด้วย ซึ่งจากการค้นพบครั้งนี้ทำให้ท่านได้รับรางวัลโนเบล สาขาแพทยศาสตร์



สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวาบอกอะไรในตัวเด็ก



สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา


จิตสำนึก



การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา



เป็นแหล่งพัฒนาพลังจิต



ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถ



ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถอย่างมีจิตสำนึก


จิตใต้สำนึก


ควบคุมระบบประสาท



เก็บข้อมูลความจำ



เก็บข้อมูลเหตุการณ์ ประสบการณ์



มีความคิดและอารมณ์เชิงสร้างสรรค์




 สมองซีกซ้าย สมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์

การคิดในทางเดียว (คิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)

การคิดวิเคราะห์

การใช้ตรรกศาสตร์และการใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์

การใช้ภาษาที่มีทั้งการอ่าน และการเขียน

สมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้สมองซีกซ้ายยังเป็นตัวควบคุม การกระทำ การฟัง การเห็น และการสัมผัสต่างๆ ของร่างกายทางซีกขวาอีกด้วย



 สมองซีกขวา สมองซีกขวาจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์

การคิดสร้างสรรค์

การคิดแบบเส้นขนาน (คิดหลายเรื่อง แต่ละเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกัน)

การคิดสังเคราะห์ (สร้างสิ่งใหม่)

การเห็นเชิงมิติ (กว้าง ยาว ลึก)

การเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรัก ความเมตตารวมถึงสัญชาตญาณ และลางสังหรณ์ต่างๆ



สมองซีกขวาจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จริยธรรม อารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานในสายของวิชาการทางศิลปศาสตร์ (Arts) เป็นส่วนใหญ่ และยังเป็นตัวควบคุมการทำงานของร่างกายทางซีกซ้ายด้วย

ผลจากทฤษฎีสมองซีกซ้าย-สมองซีกขวา คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าถ้าเราใช้สมองด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่ง อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้โดยเฉพาะในด้านของการอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข ดังนั้นควรที่จะให้เด็กๆ ได้ใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุลกัน