ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

อุ้มลูกรักแบบถูกวิธี สานสัมพันธ์แม่ลูก

การอุ้มคือการแสดงออกถึงความรัก และเป็นวิธีถ่ายทอดความอบอุ่นจากแม่สู่ลูก ที่ลูกน้อยสามารถสัมผัสได้โดยตรง การอุ้มเด็กทารกนั้นจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย หากคุณแม่มือใหม่รู้จักเรียนรู้และมีวิธีอุ้มลูกที่ถูกต้อง แถมยังเป็นการทำความรู้จักและเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

1. ท่าอุ้มแบบเปล (ท่าอุ้มตะแคง)

- สอดมือขวาใต้ศีรษะและคอลูก ส่วนมือซ้ายประคองก้นและกระดูกสันหลัง
- ดึงศีรษะและคอลูกเข้าหาข้อต่อแขนซ้าย มือซ้ายประคองลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน
- จากนั้นให้ซ้อนแขนขวาข้างใต้แขนซ้ายเพื่อช่วยประคองน้ำหนักจากตัวลูก
เป็นท่าอุ้มที่คุณแม่สามารถสื่อถึงความรัก ความผูกพันต่อลูกได้มากที่สุด เพราะทั้งคุณแม่และคุณลูกจะมองเห็นหน้ากัน และลูกน้อยจะได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่ได้อย่างชัดเจน ท่านี้สามารถใช้ทั้งให้นมและอุ้มเล่นกับลูกได้

2. ท่าอุ้มพาดบ่า หรือทาบลำตัว

- สอดมือขวาใต้ศีรษะและคอลูก ส่วนมือซ้ายควรจะคอยประคองก้นและกระดูกสันหลัง
- อุ้มลูกขึ้นมาในระดับหัวไหล่ ศีรษะลูกไม่ควรพับข้ามไหล่ของคุณแม่ไปข้างหลัง แล้วใช้แขนรองรับก้นลูก ขาของลูกควรห้อยต่ำกว่าแขนของคุณแม่
- เพื่อความมั่นคงยิ่งขึ้นควรประคองศีรษะลูกด้วยมือข้างที่ว่าง และถ้าคุณต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ทุกครั้งต้องไม่ลืมใช้มือประคองศีรษะและคอของลูกด้วย
เป็นท่าอุ้มที่ให้ความอบอุ่นและทำให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัย ท่านี้สามารถใช้อุ้มหลังให้นมเพื่อให้ลูกเรอได้

Tips for mom
ก่อนจะอุ้มลูกทุกครั้งคุณแม่ควรจะล้างมือให้สะอาดก่อน เพราะเชื้อโรคจากมือเราอาจจะเป็นอันตรายต่อผิวลูกที่บอบบางได้ และช่วงสัปดาห์แรกกระดูกและกล้ามเนื้อของลูกยังพัฒนาไม่เต็มที่ และคอลูกยังไม่แข็ง ดังนั้นเวลาอุ้มหรือวางคุณพ่อคุณแม่ควรประคองคอลูกน้อยให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของลูกพับ เวลาวางลูกลงคุณแม่ควรประคองศีรษะลูกด้วยมือเสมอ ให้ค่อยๆ วางลำตัวลูกบนที่นอนก่อนแล้วตามด้วยวางศีรษะลงเบาๆ ด้วย

กฎหมายกับครอบครัว

Q : มีเพื่อนหลายคนที่เขาแต่งงานมีครอบครัวออกไป ดูจากคนภายนอกก็เหมือนครอบครัวเขาจะมีความสุขดี แต่ก็มีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่มาภายหลังว่าเขาต้องอดทนอยู่ในสภาพถูกทำร้ายทางกายและใจจากสามี ไม่ทราบว่ากรณีนี้ในฐานะภรรยาเราสามารถปกป้องตัวเองได้หรือไม่ แล้วถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ กฎหมายจะช่วยอะไรได้บ้างคะ

A : สวัสดีค่ะ คุณแม่เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 นี่เอง กฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ได้มีผลบังคับใช้ค่ะ

กฎหมายฉบับนี้ต้องการจะคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลในครอบครัว ซึ่งได้แก่สามีภรรยาไม่ว่าจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ก็ตาม หรือกระทั่งคนที่เคยเป็นสามีภรรยากันแต่เลิกกันไปแล้ว แล้วก็รวมถึงลูกๆ ลูกบุญธรรม สมาชิกหรือบุคคลใดๆ ที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เช่น ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา หลาน หรือกระทั่งแม่บ้าน คนขับรถ ฯลฯ ที่อาศัยในครอบครัวนั้นๆ ด้วยผลของกฎหมายฉบับนี้ หากมีการกระทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ผู้กระทำจะต้องมีความผิด เช่น กรณีเพื่อนของคุณแม่ที่ถูกสามีทำร้าย หรือการที่ภรรยาด่าทอสามีด้วยคำพูดดูถูกเหยียดหยามจนเกิดผลกระทบทางใจก็เป็นความผิดได้

นอกจากนี้การบังคับหรือการใช้อํานาจครอบงําผิดคลองธรรมก็ถือเป็นความรุนแรงตามกฎหมายนี้ด้วยนะคะ เช่น สามีบังคับขู่เอาเงินจากภรรยาไปซื้อเหล้า หรือพ่อแม่บังคับลูกทำงานหนักเกินกว่าที่เด็กควรจะทำ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการสั่งสอนหรือการใช้งานตามปกติจารีตประเพณี เช่น ให้ลูกช่วยงานบ้าน แบบนี้ไม่ใช่ความรุนแรงนะคะ เพราะจะเป็นความรุนแรงได้ต้องเป็นเรื่องที่ผิดคลองธรรม
สรุปก็คือ การกระทำใดๆ ก็ตามที่ ทำให้เกิด หรือ น่าจะทำให้เกิด หรือ มุ่งให้เกิด อันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ก็อยู่ในบังคับกฎหมายนี้แล้ว ซึ่งผู้กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 6,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีที่เกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว กฎหมายให้ผู้ถูกกระทํา ผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทํารุนแรงนั้น แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ได้แก่ ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจะแจ้งโดยวิธีใดๆ ก็ได้ ทั้งแจ้งด้วยตัวเอง โทรศัพท์ แฟกซ์ หรืออีเมลก็ได้ และถ้าเป็นการแจ้งโดยสุจริต ผู้แจ้งจะได้รับความคุ้มครองไม่ให้ต้องรับผิดจากการที่เราไปแจ้งความ
ที่สำคัญคือ กฎหมายฉบับนี้ได้สร้างมาตรการพิเศษขึ้นมาก็คือ หลังจากที่แจ้งแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินคดี กฎหมายให้สามารถกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ได้ด้วยซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่มีอยู่ในกฎหมายอื่น เช่น ให้ผู้ถูกกระทำเข้ารับการรักษา ให้ผู้กระทำใช้เงิน ห้ามผู้กระทำเข้าที่พัก หรือกำหนดวิธีการดูแลบุตร เป็นต้น และหากศาลกำหนดมาตรการเหล่านี้แล้วมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ก็จะมีความผิดเพิ่มอีกกระทงด้วยค่ะ

โดย : ดร.ปารีณา

ทฤษฎีสมองซีกซ้าย สมองซีกขวา

 ทฤษฎีสมองซีกซ้าย-ขวาของ ดร.โรเจอร์ ดับบลิว สเปอร์รี่ (Dr.Roger W. Sperry) แห่งวิทยาลัยฟิสิกส์อุตสาหกรรม มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านได้ค้นพบในปี ค.ศ.1981 ว่าสมองคนเรานอกจากจะแบ่งออกตามขนาด เป็นสมองเล็ก สมองใหญ่ หรือแบ่งเป็นสมองส่วนหน้า ส่วนหลังแล้วยังสามารถแบ่งตามสมรรถภาพสมอง เป็นสมองซีกซ้าย-ซีกขวาได้อีกด้วย ซึ่งจากการค้นพบครั้งนี้ทำให้ท่านได้รับรางวัลโนเบล สาขาแพทยศาสตร์



สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวาบอกอะไรในตัวเด็ก



สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา


จิตสำนึก



การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา



เป็นแหล่งพัฒนาพลังจิต



ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถ



ทำหน้าที่ตัดสินใจด้วยความสามารถอย่างมีจิตสำนึก


จิตใต้สำนึก


ควบคุมระบบประสาท



เก็บข้อมูลความจำ



เก็บข้อมูลเหตุการณ์ ประสบการณ์



มีความคิดและอารมณ์เชิงสร้างสรรค์




 สมองซีกซ้าย สมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์

การคิดในทางเดียว (คิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)

การคิดวิเคราะห์

การใช้ตรรกศาสตร์และการใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์

การใช้ภาษาที่มีทั้งการอ่าน และการเขียน

สมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ นอกจากนี้สมองซีกซ้ายยังเป็นตัวควบคุม การกระทำ การฟัง การเห็น และการสัมผัสต่างๆ ของร่างกายทางซีกขวาอีกด้วย



 สมองซีกขวา สมองซีกขวาจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์

การคิดสร้างสรรค์

การคิดแบบเส้นขนาน (คิดหลายเรื่อง แต่ละเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกัน)

การคิดสังเคราะห์ (สร้างสิ่งใหม่)

การเห็นเชิงมิติ (กว้าง ยาว ลึก)

การเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรัก ความเมตตารวมถึงสัญชาตญาณ และลางสังหรณ์ต่างๆ



สมองซีกขวาจะควบคุมดูแลพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จริยธรรม อารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานในสายของวิชาการทางศิลปศาสตร์ (Arts) เป็นส่วนใหญ่ และยังเป็นตัวควบคุมการทำงานของร่างกายทางซีกซ้ายด้วย

ผลจากทฤษฎีสมองซีกซ้าย-สมองซีกขวา คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าถ้าเราใช้สมองด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่ง อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้โดยเฉพาะในด้านของการอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบันอย่างมีความสุข ดังนั้นควรที่จะให้เด็กๆ ได้ใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุลกัน

ทฤษฎีพหุปัญญา Theory of Multiple Intelligences

ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยา นักการศึกษา และศาสตราจารย์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University, USA เจ้าของ ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ผู้ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์โดยปกตินั้นมีปัญญา ความสามารถในตัวตนอยู่หลายด้านด้วยกัน ซึ่งปัญญา ความสามารถแต่ละด้านนั้นจะมีความโดดเด่นในตัวตนคนหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ เชื่อว่าความสามารถของคนมีหลายด้าน ไม่ได้มีเฉพาะด้านคณิตศาสตร์ หรือภาษาเพียงอย่างเดียว ทฤษฎีนี้ไม่ได้มุ่งหวังที่จะชี้วัดความฉลาดหรือความเก่งของเด็ก แต่ทฤษฎีนี้เป็นตัวชี้ให้พ่อแม่เข้าใจถึงความเป็นตัวตนของลูกมากขึ้น

โฮวาร์ด การ์ดเนอร์นั้นได้ค้นพบพหุปัญญาเบื้องต้นอย่างน้อย 8 ด้านด้วยกัน ดังนี้

ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมือง รวมถึงภาษาอื่นๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ด้วย สามารถรับรู้เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจตามที่ต้องการ ในตัวเด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้ มักจะเป็นกวี นักเขียน นักพูด นักหนังสือพิมพ์ ครู ทนายความ หรือนักการเมือง เป็นต้น

ปัญญาด้านตรรกศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ในตัวเด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้มักที่จะเป็นนักบัญชี นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนโปรแกรม หรือวิศวกร เป็นต้น

ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence)
ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทางและตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกมาอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศทาง ในตัวเด็กที่โดดเด่นด้านนี้จะมีทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ สายวิทย์มักที่จะเป็นนักประดิษฐ์ วิศวกร ส่วนสายศิลป์ก็มักเป็นศิลปินในแขนงต่างๆ เช่น จิตรกร วาดรูป ระบายสี เขียนการ์ตูน นักปั้น นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก เป็นต้น

ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence)
ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีตและความไวทางประสาทสัมผัส เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักกีฬา หรือไม่ก็ศิลปินในแขนงนักแสดง นักฟ้อน นักเต้น นักบัลเล่ย์ หรือนักแสดงกายกรรม เป็นต้น

ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence)
ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำและการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง หรือนักร้อง เป็นต้น

ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกต สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน เด็กที่มีความโดดเด่นในด้านนี้มักที่จะเป็นครู อาจารย์ ผู้ให้คำปรึกษา นักการทูต เซลล์แมน พนักงานขายตรง พนักงานต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ เป็นต้น

ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไรควรเผชิญหน้า เมื่อไรควรหลีกเลี่ยง เมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใด มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักคิด นักปรัชญา หรือนักวิจัย เป็นต้น

ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
ความสามารถในการรู้จักและเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฏการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกตเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ เด็กที่มีความโดดเด่นด้านนี้มักจะเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือนักสำรวจธรรมชาติ เป็นต้น

เล่นเสริมสมองให้เจ้าหนูในขวบปีแรก

กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นโดยอาศัยส่วนต่างๆ ของสมองที่มีหน้าที่แตกต่างกัน

มาร่วมทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ซึ่งในขั้นตอนของการพัฒนาไหวพริบให้ลูกนั้น เป็นการให้สมองน้อยๆ ของลูกได้มีโอกาสคิดและเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ของสมอง

ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถจะช่วยกระตุ้นลูกน้อยของคุณได้หลายวิธี ดังนี้

1.นำโลกรอบตัวมาแนะนำให้ลูกได้รู้จัก เช่น เริ่มจากอายุ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป คุณควรให้ลูกได้มีโอกาสมองดูรอบๆ และให้ห้อยแขวนสิ่งของที่มีสีขาวดำ หรือสีตัดกัน หรือวางข้างลูกในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการมอง และการกลอกตา มองสบตาลูกบ่อยๆ เพราะจริงๆ แล้วหน้าของคุณแม่จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการมองของลูกได้เป็นอย่างดี เพราะสีที่ตัดกันของตาดำ ตาขาว ปากแดง ฟันขาว จะทำให้เด็กสนใจอยากมอง

2. ทารกมักจะชอบเสียงผู้หญิงที่มีโทนสูง และจะทำท่าสนใจฟังทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น คุณควรทำเสียงสูงต่ำพูดช้าๆ ชัดๆ และชวนลูกน้อยของคุณคุยด้วยบ่อยๆ เมื่อมีโอกาส

3. คุณสามารถสอนลูกน้อยให้เริ่มรู้จักการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้าง โดยการจับมือของลูกมาทำท่าเหมือนปรบมือเข้าด้วยกัน หรือการออกกำลังแขนขาโดยการจับทำท่าต่างๆ อย่างนุ่มนวล คุณอาจเอานิ้วมือแหย่ที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ของลูกเบาๆ ให้รู้สึกจักกะจี้บ้าง

4. คุณควรพยายามพูดกับลูกน้อยของคุณ โดยให้หันหน้าอยู่ห่างจากลูกประมาณ 8-10 นิ้ว สบตาให้ลูกสามารถมองเห็นสีหน้าของคุณได้ง่าย และพออายุประมาณ 3 เดือน ลูกจะจับแยกเสียงคุณที่แสดงความรู้สึกดีใจ หรือเสียใจได้

5. เมื่อลูกอายุได้ 3-4 เดือน คุณควรให้ลูกได้รู้จักสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่มีรูปทรงหรือผิวสัมผัสต่างๆ ความอ่อน-แข็งของวัตถุ และความแตกต่างของรสชาติ

6. เมื่ออายุ 4 เดือนขึ้นไป ลูกเริ่มที่จะเรียนรู้ถึงผลของการกระทำ เช่น เริ่มรู้ว่าถ้าขยับบางส่วนของร่างกายจะมีบางอย่างเกิดขึ้นตามมา เช่น เมื่อขยับมือ ที่ถือกระดิ่งไปมาจะได้ยินเสียงกระดิ่ง หรือถ้าปล่อยของในมือของจะหายไป เป็นต้น ซึ่งการที่ทารกได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองต่อไปอีกได้เมื่อโตขึ้น เช่น ถ้าดึงผ้าที่คลุมของเล่นออกก็จะได้ของเล่นที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ผ้า

7. เมื่ออายุได้ 10 เดือนขึ้นไป ลูกจะเริ่มมีความจำและความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยแยกแยะลักษณะเฉพาะของแต่ละสิ่งที่มีความแตกต่างกัน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า เจ้าตัวที่ชอบเห่าเสียงโฮ่งๆ คือหมา และแมวชอบร้องเหมียวๆ การที่คุณแม่เล่นกับลูกโดยการทำเสียง เหมียวๆ หรือโฮ่งๆ เมื่อเด็กเห็นสัตว์นั้นๆ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถช่วยให้ลูกรู้จักความแตกต่างของความเป็นบุคคลได้โดยการให้ลูกมอง ภาพของตนเองในกระจกเงา พร้อมกับการเรียกชื่อของลูก เพื่อให้ลูกเริ่มรู้จักหน้าตาของตนเอง ซึ่งจะส่งเสริมให้ลูกรู้จักตัวเอง คุณอาจยืนหน้ากระจกพร้อมลูกและชี้บอกให้ลูกเห็นความแตกต่างระหว่างคุณกับลูก

8. ควรให้โอกาสลูกน้อยของคุณในการฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อให้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ คุณอาจใช้สิ่งของหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว มาเป็นสื่อการสอน และพยายามพูดคำที่เกี่ยวข้อง ให้ลูกฟังซ้ำๆ รวมทั้งพยายามแสดงถึงคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ลูกต้องการจะเรียนรู้ และเป็นรากฐานที่สำคัญในการที่ลูกจะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่มีในโลกอนาคตของเธอต่อไป ซึ่งกลวิธีที่คุณใช้ในการสอนลูกน้อยมีส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น


mothersdigest.in.th

4 เคล็ดลับในการเลือกของเล่นให้ลูกน้อย

ของเล่นที่ดีนั้นคุณลักษณะของมันไม่จำเป็นจะต้องมีราคาแพง

เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าของเล่นชิ้นนั้นมีประโยชน์อะไรกับลูกน้อย และที่สำคัญควรเป็นของเล่นที่ลูกน้อยคุณโปรดปราน เล่นแล้วไม่ทำให้เด็กเกิดความก้าวร้าว และไม่ส่งผลให้เด็กมีความเครียดเป็นพอ

1. ช่วงที่เจ้าตัวน้อยยังเล็กอยู่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันเลือกของเล่นที่จะช่วยส่งเสริมทางด้านทักษะทางร่างกายในขณะที่เขาเรียนรู้ที่จะเอื้อมมือ จับ กำ คว้า สิ่งของคลานวิ่ง ปีนป่ายและทรงตัวขณะที่เจ้าตัวน้อยจับต้องของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ตัวของเด็กเองจะมีความคล่องแคล่วในการควบคุมตัวเองไปพร้อมๆ กัน

2. นิทานก็จัดเป็นของเล่นชิ้นหนึ่งของเด็กเช่นกัน การที่คุณพ่อหรือจะเป็นคุณแม่หยิบยกนิทานซักเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ เจ้าตัวน้อยฟังบวกกับท่าทางและน้ำเสียงในการเล่าจะทำเจ้าตัวน้อยรู้สึกสนุกตามไปด้วยกับคุณและยังช่วยในการเรียนรู้ด้านภาษาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. ปริมาณในการเลือกซื้อของเล่น ไม่ควรให้มากขึ้นจนเกินไปจะทำให้เจ้าตัวน้อยรู้สึกถึงความอยากได้อยากมี ชิ้นนู้นก็อยากเล่น ชิ้นนี้ก็อยากเล่นเหมือนกัน แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ซื้อของเล่นมาน้อยชิ้น เจ้าตัวน้อยของคุณก็จะเริ่มสำรวจตรวจตราดูคุณสมบัติ และการเชื่อมโยงความคิดนั้นเริ่มที่จะก่อเกิดเป็นจินตนาการให้ลูกน้อยของคุณแล้ว

4. ของเล่นที่ซื้อจะต้องเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยอย่าง เช่น วัย 1 ขวบ ของเล่นที่เหมาะสมกับเขาก็จะเป็นของเล่นที่มีความซับซ้อน เช่น บล็อกตัวต่อกล่องที่มีหลายๆ ชิ้น วัย 2-2ขวบครึ่ง จะมีจินตนาการเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะเล่นตุ๊กตา สวมเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา แต่งตัวแต่งหน้าให้ตุ๊กตา

ส่วนวัย 3 ขวบ พัฒนาการเริ่มเพิ่มขึ้นไปได้มาก เช่นวิ่งได้ พูดคุยเกือบรู้เรื่อง ช่วงนี้ลูกจะมีพลังเยอะมาก ชอบกระโดดโลดเต้น คุณแม่ลองเปิดเพลงให้เจ้าตัวน้อยฟัง และเต้นไปพร้อมกับเขาดูซิว่าใครจะมีท่าเต้นชวนหัวเราะมากกว่ากัน คุณพ่อคุณแม่ก็มีส่วนร่วมเล่นของเล่นกับลูกน้อยได้ เิริ่มด้วยการหา หาชุดเด็กสบาย ๆ ให้ลูกน้อยสวมใส่ หลังจากนั้นก็

1.คุณพ่อคุณแม่นับว่าเป็นเพื่อนคนแรกของลูกน้อย และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเพราะไม่เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ที่จะมีบทบาทหน้าที่ดูแลลูกน้อยอย่างเดียวแล้วยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกของเล่นให้เจ้าตัวน้อยอีกด้วย เพราะถ้าเด็กมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่าไรนั้น มักจะเป็นเด็กที่มีผู้ใหญ่เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้องด้วยในการเล่นเสมอ

2.คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองบางท่านที่เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเพื่อค้นหาระดับความสามารถของลูก และกิจกรรมที่น่าสนใจ ตามร่วมด้วยกับลูก โดยปรับระดับตัวเองลงมาให้เท่ากับลูก คุณพ่อคุณแม่อาจจะเพิ่มวิธีการเล่นให้ยากขึ้น หรือซับซ้อนขึ้น แต่คุณต้องปล่อยให้ลูกน้อยเป็นคนควบคุมเกมการเล่นด้วยตนเอง

3.เมื่อเล่นเสร็จแล้ว ชวนกันเก็บของเล่นให้เรียบร้อย ให้เด็กรู้จักถนอมของเล่นของเขา เขาจะรู้จักรักษาของของเขา การดูแลของเล่นให้ลูกน้อย

 วิธีการผลิตของเล่นอย่างประณีตและการเลือกซื้ออย่างถูกต้องยังนับว่าไม่เพียงพอ
จะต้องมีการใช้และการเก็บรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย ไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าการดูแลของพ่อแม่และผู้ปกครอง คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความรู้ในเรื่องความปลอดภัย ก่อนที่จะให้ลูกน้อยได้เล่นของเล่น ควรที่จะอ่านคำแนะนำและวิธีการเล่นให้ละเอียดเสียก่อน และต้องมั่นใจด้วยว่าลูกเข้าใจ วิธีการเล่น ความเอาใจใส่เป็นพิเศษในเรื่องนี้ นอกจะเล่นของเล่นอย่างปลอดภัยด้วยแล้วและยังยืดอายุการเล่นของเล่นชิ้นนั้นอีกด้วย และอีกสิ่งที่ควรจำคือเด็กเล็กๆ จะเรียนรู้นิสัยการใช้ ของอย่างรอบคอบและปลอดภัยรวมทั้งความรู้จักรับผิดชอบจากคุณพ่อคุณแม่เรานี้เอง

คุณพ่อคุณแม่ต้องหาเวลาว่างมาเล่นกับลูกน้อยนะค่ะไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตามที่ ช่วงเวลาแบบนี้คงจะเป็นแค่ช่วงเดียวที่คุณสามารถเก็บเป็นความทรงจำและเล่าให้เขาฟังว่าแค่นี้ก็เป็นภาพความอบอุ่นสำหรับครอบครัวคุณตลอดไป

สอนใ้ห้ลูกรู้จักคำว่า แพ้

หนูน้อยก่อนวัยเรียนมักจะมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์

เนื่องจากพัฒนาการทางภาษายังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ว่าเด็กๆ ในวัยนี้จะดูรู้เรื่องมากแล้วก็ตาม ในขณะเดียวกันหนูๆ ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะสื่อสารความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ด้วยเหตุนี้เราจึงมักจะพบว่าเจ้าตัวเล็กก่อนวัยเรียนมักมีอารมณ์ฉุนเฉียว รุนแรงก้าวร้าว

เมื่อไม่ได้อย่างที่ตนเองต้องการ ดังนั้นหากลูกมีอาการงอแง หงุดหงิด เมื่อพ่ายแพ้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือ ช่วยลูกสำรวจอารมณ์ และสอนคำแสดงอารมณ์แก่เจ้าตัวเล็ก เช่น เสียใจ โกรธ ดีใจ สนุก ผิดหวัง เมื่อลูกมีอาการหัวเสีย คุณอาจจะลองถามลูกว่า ลูกกำลังโกรธหรือจ๊ะ หรือ ลูกเสียใจหรือเปล่า เพื่อให้เด็กๆ ได้หยุดและฝึกสังเกตอารมณ์ของเขาเอง เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณเป็นคนใจร้อนและมักแสดงอารมณ์โกรธต่อหน้าลูก ก็ไม่แปลกเลยที่เด็กจะทำเช่นนั้นบ้าง ดังนั้นหากคุณต้องการให้ลูกรับมือกับความพ่ายแพ้ หรือรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังอย่างสงบ คุณก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วย รู้ชนะแล้ว รู้แพ้บ้างดีกว่า

เมื่อพูดถึงเรื่องเกมกีฬา คงจะหนีคำว่าแพ้-ชนะไปไม่ได้ บ่อยครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก ก็ยอมให้ลูกชนะจนเคยตัว เมื่อหนูน้อยเข้าสู่วัยเรียน ไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วแพ้ก็รับไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ จนเพื่อนๆ พากันงง ซึ่งเรื่องแพ้ชนะนั้นเป็นกฎธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคม และการที่คุณจะสอนให้ลูกได้เรียนรู้บทเรียนนี้เสียตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต ก็น่าจะเท่ากับว่าคุณได้สอนให้ลูกได้รู้จักวิธีการใช้ชีวิตในสังคมให้เป็นสุขต่อไปด้วย

หากคุณมีโอกาได้ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกับลูก ซึ่งต้องมีการแข่งขัน นั่นหมายความว่าในเกมนั้นย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ คุณอาจเริ่มสอนลูกให้รู้จักแพ้อย่างสง่ามงามได้ในด้วยวิธีการต่อไปนี้ เล่นเกมวัดดวง เลือกเกมที่ต้องใช้การวัดดวง เช่น เปิดไพ่จับคู่ ทายเหรียญหัวหรือก้อย กระทั่งเกมง่ายๆ อย่างเป่า-ยิ้ง-ฉุบ

เพราะหากลูกแพ้นั่นก็เป็นเพราะดวงไม่ใช่เพราะว่าคุณแกล้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวดีจะได้ฝึกรับมือกับอารมณ์เมื่อยามที่เขาต้องแพ้ดูบ้าง สร้างข้อตกลงดีๆ เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกแย่เกินไปที่ต้องแพ้ คุณอาจสร้างข้อตกลงดีๆ เช่น ผู้แพ้จะได้เลือกขนมหวานในมื้อเย็น หรือ ได้ดูนิทาน 1 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ควรใช้เฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ฝึกเจ้าตัวเล็กเท่านั้น และเมื่อเห็นว่าลูกรับมือความพ่ายแพ้ได้ดีขึ้น และมองว่าการแพ้เป็นเรื่องธรรมดา คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อเสนอนี้อีกต่อไป แพ้ให้ลูกดู

หากคุณแพ้ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) คุณอาจแสดงอารมณ์หัวเสียเล็กน้อย เช่น แพ้อีกแล้ว! แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าแก้ตัวใหม่ก็ได้ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่ามันไม่เป็นไรถ้าจะมีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง

แต่ก็ต้องควบคุมอารมณ์ไว้ และสามารถแก้ตัวใหม่ได้ เล่นอีกครั้ง ถ้าเจ้าตัวน้อยแพ้และเขารู้สึกไม่พอใจ ลองเสนอให้เล่นเกมนั้นอีกครั้ง แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหากลูกแพ้อีก ลูกต้องยอมรับ และวันต่อไปค่อยมาแก้ตัวกันใหม่ ให้กำลังใจ

ตั้งกฎขึ้นมาว่าผู้ชนะต้องพูดกับผู้แพ้ว่า ทำได้ดีแล้ว ในทุกๆ เกมที่เล่น และห้ามเยาะเย้ย ชมความพยายาม

คุณควรใส่ใจในความพยายามเล่นเกมของลูก มากกว่าผลของเกมที่ว่าเจ้าตัวเล็กแพ้ ดังนั้น เมื่อเกมจบลงและเจ้าตัวน้อยพ่ายแพ้ ก็ควรทำให้เขารู้ว่าคุณเห็นความพยามของเขาแล้ว

และเขามีโอกาสที่จะชนะได้แน่ๆ ไม่มีใครไม่เคยแพ้ และการที่คุณเป็นผู้สอนบทเรียนเรื่องความพ่ายแพ้ให้กับลูกนั้นก็น่าจะดีเสียว่า

ที่เจ้าตัวเล็กต้องไปเรียนรู้ความพ่ายแพ้จากคนอื่น คนที่เขาอาจหัวเราะเยาะลูกของคุณ และพากันนำพฤติกรรมขี้แพ้ชวนตีของลูกไปว่าลับหลัง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว บทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ของลูกนั้นคงจะมีราคาค่างวดและบาดแผลที่จะตราตรึงอยู่ในใจลูกน้อยนานจนเกินไปก็เป็นได้