ผู้สนับสนุน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

พัฒนาการเด็กเล็ก

ผู้เขียนเปิดบล็อกนี้ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตรอย่างถูกวิธี สำหรับคุณแม่ที่มีความห่วงใยที่มีต่อคุณลูกและต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกรัก บทความภายในบล็อกเกิดจากการรวบรวมเนื้อหาสาระที่ดีมารวมกันไว้ที่เดี่ยวกัน

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

10 ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่ถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงสุดต่อตัวลูกของเรา และตัวของคุณแม่เอง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของลูกเราได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารอาหาร ภูมิต้านทานโรค ความผูกพันระหว่างแม่และลูก ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีหลายข้อ วันนี้จะขอยกตัวอย่างข้อดีมาสัก 10 อย่างค่ะ


ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
นมแม่เป็นสารอาหารที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อลูกของเราที่สุด
จะหานมอะไรที่ปลอดภัยและได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการเทียบเท่านมแม่ไม่มีอีกแล้ว ต่อให้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่อาจจะเลียนแบบนมสังเคราะห์ใดๆ หรือนมจากสัตว์อื่นๆ ที่ทั้งปลอดภัย และมีสารอาหารได้เสมอเหมือนนมแม่อีกแล้วในโลกนี้

เด็กที่เติบโตมาจากการกินนมแม่ แข็งแรงกว่าเด็กที่กินนมวัว
เพราะในน้ำนมแม่ทุกหยด กลั่นมาจากภายในร่างกายของแม่เอง ภูมิต้านทานต่างๆ ในตัวของแม่ จะถูกถ่ายทอดผ่านน้ำนม เมื่อลูกได้กินนมแม่ก็จะได้รับภูมิต้านทานต่างๆ ไปด้วย ซึ่งนมวัวหรือนมสังเคราะห์อื่นๆ จะไม่มี ภูมิต้านทาน

หมดปัญหาลูกท้องผูก
เพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย ทำให้ลูกไม่ต้องทรมานกับอาการท้องผูก แต่หากลูกของเรากินนมวัวหรือนมประเภทอื่นจะพบปัญหาท้องผูกได้มากกว่า

หมดปัญหาเรื่องลูกอ้วนเกินไป
เคยเห็นเด็กทารกตัวอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักใช่ไหมค่ะ แต่บ่อยครั้งเด็กแรกเกิดที่เราเห็นอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักนั้นก็มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน สาเหตุมาจากการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวหรือนมสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ นั้นเอง ในขณะที่การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ลูกของเราจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินเลย น้ำหนักตัวของลูกจะเป็นไปตามมาตราฐานของเด็กในแต่ละวัยแบบธรรมชาติ

โอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมน้อยกว่า
ผื่นผ้าอ้อมเกิดจากความอับชื้น และเกิดปฏิกริยาของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกรณีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมวัวนั้น ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียมากกว่า เมื่อมารวมกับความอับชื้น (จากการใส่ผ้าอ้อม) ผิวของลูกจะเกิดอาการ ผื่นแดงๆ (จึงเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม) ซึ่งหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่ามาก โอกาสที่ลูกจะต้องทรมานกับอาการผื่นผ้าอ้อมก็จะลดลงด้วย

สานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก
การให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่เอง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มีแต่แม่ที่เคยให้ลูกดูดนมจากอกตัวเองเท่านั้นถึงจะบรรยายความรู้สึก ความสุขใจ ที่เกิดขึ้นในตัวของแม่คนนั้นได้เอง นอกจากนั้นตลอดเวลาที่ลูกดูดนม จากอกแม่ ลูกก็จะมองหน้าแม่ของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลาที่ให้นมลูกนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะแม่ลูกจะได้สบตา ได้พูดคุย ได้แสดงความรักต่อกัน ทำให้ลูกสามารถรับรู้ได้ว่าแม่ของเขารักเขามากแค่ไหน นอก จากนั้นการที่ลูกดูดนมจากอกของแม่บ่อยๆ จะทำให้ลูกจำกลิ่น เสียง หน้าตา และสัมผัสต่างๆ ของแม่ได้เร็วกว่าเด็กที่กินนมจากขวดนม

ร่างกายของแม่จะผอมเร็วกว่า
หลังจากคลอดลูก ร่างกายของคุณแม่แม้ว่าจะน้ำหนักลงไปบ้าง แต่ระบบภายใน รวมถึงมดลูกอาจจะยังไม่เข้าที่เท่าที่ควร การเลี้ยงลูกโดยให้ลูกดูดนมแม่จากอกนั้น จะช่วยกระตุ้นร่างกายของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง (ซึ่งจะออกมาเฉพาะตอนที่ให้ลูกดูดนมแม่เท่านั้น) โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าที่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการที่ร่างกายต้องผลิตนมแม่จะช่วยเผาผลาญไขมันต่างๆ ตามหน้าท้องออกไปด้วย ทำให้รูปร่าง ของแม่ที่เพิ่งคลอดลูก กลับมาผอมเพรียวได้เร็วกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมวัว โดยเฉลี่ยแล้วการที่เลี้ยงลูกเอง ให้ลูกกินนมจากอกแม่เอง น้ำหนักตัวของแม่จะลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กิโลกรัม ซึ่งหากเราให้ลูกกินนมแม่ตลอด 6 เดือนแรกหลังคลอด น้ำหนักตัวและรูปร่างของคุณแม่ก็จะเข้ารูปและเกือบจะกลับมาเป็นปกติ

เป็นอาหารที่สะดวกที่สุดสำหรับลูกตลอด 24 ชม.
นมแม่เป็นแหล่งเติมพลังของลูกน้อยของเราที่สามารถให้ลูกกินได้ตลอด 24 ชม. เมื่อไรที่ลูกหิว เราก็สามารถให้ลูกกินนมจากอกของเราได้ทันที ไม่ต้องพกขวด น้ำร้อน นมผง ฯลฯ ให้ยุ่งยาก สะดวกและรวดเร็วทันใจ ลูกที่สุดแล้วละค่ะ

เป็นนมอุ่นๆ พร้อมดื่มได้ตลอดจากอกแม่
คุณสมบัติที่พิเศษที่หานมอื่นๆ ในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้วนั้นคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น แม่ไม่ต้องกังวลว่านมแม่นั้นจะร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปสำหรับลูก เพราะนมแม่ที่ออกมาจากเต้านั้น จะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับ ลูกของเราทันที หากเลี้ยงลูกด้วยนมวัว เราคงต้องตรวจสอบก่อนเสมอว่านมที่ผสมนั้นจะร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปหรือไม่

ไม่ต้องเสียเงินค่านมแพงๆ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ
ค่านมผงชนิดต่างๆ นั้น ปัจจุบันราคาถีบตัวสูงมากขึ้น ไหนจะค่าขวดนม ค่าน้ำยาล้างขวดนม อุปกรณ์ล้างขวดนม ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพราะนมแม่กลั่นมาจากร่างกายของแม่เอง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ อีก

นมแม่จะมีมากหรือน้อย จะมีภูมิต้านทานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหาร การพักผ่อน และอารมณ์ของแม่เป็นหลัก หากคุณแม่ดูแลร่างกายอย่างดี กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพอเพียง และบริหารอารมณ์ตัวเองให้ดี อยู่เสมอๆ ก็จะมีนมแม่มากพอให้ลูกของเรากินแน่นอนค่ะ จะเห็นว่านมแม่นั้นปลอดภัยกับลูกของเราที่สุดในโลกและยังมีข้อดีอีกตั้งหลายอย่าง แล้วอย่างนี้จะเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ อีกเหรอค่ะ หันมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกว่า ค่ะ

มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำให้ลูกดีกว่าค่ะ

การอาบน้ำให้ลูกถือเป็นความสุขของพ่อแม่ แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังใน การอาบน้ำให้มาก ยิ่งลูกยังเป็นแค่ทารกแรกเกิด การจะอาบน้ำให้ลูกนั้นพ่อแม่หลายคนก็กลัว (เพราะลูกยังตัวเล็กมา คอก็ยังไม่แข็ง) ดังนั้นพ่อแม่ควรจะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เวลาอาบน้ำให้ลูกจะได้หยิบจับใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน

อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำสำหรับเด็กทารกอ่างอาบน้ำสำหรับเด็กนั้นมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งอ่างอาบน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น อ่างอาบน้ำขนาดเล็กจะเหมาะกับทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 1 ขวบ (บางแบบก็สามารถใช้ได้จนลูกอายุ 2-3 ปี) ซึ่งพ่อแม่ควรจะพิจารณาวัสดุที่แข็งแรง
อ่างอาบน้ำมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่มีขาตั้ง ซึ่งพ่อแม่จะสะดวกในการอุ้มลูกอาบน้ำ หรือหากที่บ้านมีอ่างอาบน้ำสำหรับผู้ใหญ่แล้วก็สามารถให้ลูกอาบน้ำในอ่างผู้ใหญ่ก็ได้ แต่แนะนำว่าลูกควรจะมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรือลูกเริ่มนั่งเองได้ โดยใช้น้ำไม่เยอะมาก ให้ลูกนั่งในอ่าง แล้วเรารองน้ำจากฝักบัวอาบน้ำให้ลูกอีกทีก็สะดวกเช่นกัน

มาเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำให้ลูกดีกว่าค่ะ

การอาบน้ำให้ลูกถือเป็นความสุขของพ่อแม่ แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังใน การอาบน้ำให้มาก ยิ่งลูกยังเป็นแค่ทารกแรกเกิด การจะอาบน้ำให้ลูกนั้นพ่อแม่หลายคนก็กลัว (เพราะลูกยังตัวเล็กมา คอก็ยังไม่แข็ง) ดังนั้นพ่อแม่ควรจะเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เวลาอาบน้ำให้ลูกจะได้หยิบจับใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน

อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำสำหรับเด็กทารกอ่างอาบน้ำสำหรับเด็กนั้นมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งอ่างอาบน้ำขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น อ่างอาบน้ำขนาดเล็กจะเหมาะกับทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 1 ขวบ (บางแบบก็สามารถใช้ได้จนลูกอายุ 2-3 ปี) ซึ่งพ่อแม่ควรจะพิจารณาวัสดุที่แข็งแรง
อ่างอาบน้ำมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่มีขาตั้ง ซึ่งพ่อแม่จะสะดวกในการอุ้มลูกอาบน้ำ หรือหากที่บ้านมีอ่างอาบน้ำสำหรับผู้ใหญ่แล้วก็สามารถให้ลูกอาบน้ำในอ่างผู้ใหญ่ก็ได้ แต่แนะนำว่าลูกควรจะมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรือลูกเริ่มนั่งเองได้ โดยใช้น้ำไม่เยอะมาก ให้ลูกนั่งในอ่าง แล้วเรารองน้ำจากฝักบัวอาบน้ำให้ลูกอีกทีก็สะดวกเช่นกัน

10 ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

นมแม่ถือว่าเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงสุดต่อตัวลูกของเรา และตัวของคุณแม่เอง การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของลูกเราได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารอาหาร ภูมิต้านทานโรค ความผูกพันระหว่างแม่และลูก ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีหลายข้อ วันนี้จะขอยกตัวอย่างข้อดีมาสัก 10 อย่างค่ะ


ข้อดีของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
นมแม่เป็นสารอาหารที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อลูกของเราที่สุด
จะหานมอะไรที่ปลอดภัยและได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการเทียบเท่านมแม่ไม่มีอีกแล้ว ต่อให้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่อาจจะเลียนแบบนมสังเคราะห์ใดๆ หรือนมจากสัตว์อื่นๆ ที่ทั้งปลอดภัย และมีสารอาหารได้เสมอเหมือนนมแม่อีกแล้วในโลกนี้

เด็กที่เติบโตมาจากการกินนมแม่ แข็งแรงกว่าเด็กที่กินนมวัว
เพราะในน้ำนมแม่ทุกหยด กลั่นมาจากภายในร่างกายของแม่เอง ภูมิต้านทานต่างๆ ในตัวของแม่ จะถูกถ่ายทอดผ่านน้ำนม เมื่อลูกได้กินนมแม่ก็จะได้รับภูมิต้านทานต่างๆ ไปด้วย ซึ่งนมวัวหรือนมสังเคราะห์อื่นๆ จะไม่มี ภูมิต้านทาน

หมดปัญหาลูกท้องผูก
เพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย ทำให้ลูกไม่ต้องทรมานกับอาการท้องผูก แต่หากลูกของเรากินนมวัวหรือนมประเภทอื่นจะพบปัญหาท้องผูกได้มากกว่า

หมดปัญหาเรื่องลูกอ้วนเกินไป
เคยเห็นเด็กทารกตัวอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักใช่ไหมค่ะ แต่บ่อยครั้งเด็กแรกเกิดที่เราเห็นอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักนั้นก็มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน สาเหตุมาจากการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวหรือนมสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ นั้นเอง ในขณะที่การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ลูกของเราจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินเลย น้ำหนักตัวของลูกจะเป็นไปตามมาตราฐานของเด็กในแต่ละวัยแบบธรรมชาติ

โอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมน้อยกว่า
ผื่นผ้าอ้อมเกิดจากความอับชื้น และเกิดปฏิกริยาของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกรณีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมวัวนั้น ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียมากกว่า เมื่อมารวมกับความอับชื้น (จากการใส่ผ้าอ้อม) ผิวของลูกจะเกิดอาการ ผื่นแดงๆ (จึงเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม) ซึ่งหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่ามาก โอกาสที่ลูกจะต้องทรมานกับอาการผื่นผ้าอ้อมก็จะลดลงด้วย

สานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก
การให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่เอง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มีแต่แม่ที่เคยให้ลูกดูดนมจากอกตัวเองเท่านั้นถึงจะบรรยายความรู้สึก ความสุขใจ ที่เกิดขึ้นในตัวของแม่คนนั้นได้เอง นอกจากนั้นตลอดเวลาที่ลูกดูดนม จากอกแม่ ลูกก็จะมองหน้าแม่ของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลาที่ให้นมลูกนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะแม่ลูกจะได้สบตา ได้พูดคุย ได้แสดงความรักต่อกัน ทำให้ลูกสามารถรับรู้ได้ว่าแม่ของเขารักเขามากแค่ไหน นอก จากนั้นการที่ลูกดูดนมจากอกของแม่บ่อยๆ จะทำให้ลูกจำกลิ่น เสียง หน้าตา และสัมผัสต่างๆ ของแม่ได้เร็วกว่าเด็กที่กินนมจากขวดนม

ร่างกายของแม่จะผอมเร็วกว่า
หลังจากคลอดลูก ร่างกายของคุณแม่แม้ว่าจะน้ำหนักลงไปบ้าง แต่ระบบภายใน รวมถึงมดลูกอาจจะยังไม่เข้าที่เท่าที่ควร การเลี้ยงลูกโดยให้ลูกดูดนมแม่จากอกนั้น จะช่วยกระตุ้นร่างกายของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง (ซึ่งจะออกมาเฉพาะตอนที่ให้ลูกดูดนมแม่เท่านั้น) โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าที่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการที่ร่างกายต้องผลิตนมแม่จะช่วยเผาผลาญไขมันต่างๆ ตามหน้าท้องออกไปด้วย ทำให้รูปร่าง ของแม่ที่เพิ่งคลอดลูก กลับมาผอมเพรียวได้เร็วกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมวัว โดยเฉลี่ยแล้วการที่เลี้ยงลูกเอง ให้ลูกกินนมจากอกแม่เอง น้ำหนักตัวของแม่จะลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กิโลกรัม ซึ่งหากเราให้ลูกกินนมแม่ตลอด 6 เดือนแรกหลังคลอด น้ำหนักตัวและรูปร่างของคุณแม่ก็จะเข้ารูปและเกือบจะกลับมาเป็นปกติ

เป็นอาหารที่สะดวกที่สุดสำหรับลูกตลอด 24 ชม.
นมแม่เป็นแหล่งเติมพลังของลูกน้อยของเราที่สามารถให้ลูกกินได้ตลอด 24 ชม. เมื่อไรที่ลูกหิว เราก็สามารถให้ลูกกินนมจากอกของเราได้ทันที ไม่ต้องพกขวด น้ำร้อน นมผง ฯลฯ ให้ยุ่งยาก สะดวกและรวดเร็วทันใจ ลูกที่สุดแล้วละค่ะ

เป็นนมอุ่นๆ พร้อมดื่มได้ตลอดจากอกแม่
คุณสมบัติที่พิเศษที่หานมอื่นๆ ในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้วนั้นคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น แม่ไม่ต้องกังวลว่านมแม่นั้นจะร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปสำหรับลูก เพราะนมแม่ที่ออกมาจากเต้านั้น จะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับ ลูกของเราทันที หากเลี้ยงลูกด้วยนมวัว เราคงต้องตรวจสอบก่อนเสมอว่านมที่ผสมนั้นจะร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปหรือไม่

ไม่ต้องเสียเงินค่านมแพงๆ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ
ค่านมผงชนิดต่างๆ นั้น ปัจจุบันราคาถีบตัวสูงมากขึ้น ไหนจะค่าขวดนม ค่าน้ำยาล้างขวดนม อุปกรณ์ล้างขวดนม ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพราะนมแม่กลั่นมาจากร่างกายของแม่เอง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ อีก

นมแม่จะมีมากหรือน้อย จะมีภูมิต้านทานมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหาร การพักผ่อน และอารมณ์ของแม่เป็นหลัก หากคุณแม่ดูแลร่างกายอย่างดี กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพอเพียง และบริหารอารมณ์ตัวเองให้ดี อยู่เสมอๆ ก็จะมีนมแม่มากพอให้ลูกของเรากินแน่นอนค่ะ จะเห็นว่านมแม่นั้นปลอดภัยกับลูกของเราที่สุดในโลกและยังมีข้อดีอีกตั้งหลายอย่าง แล้วอย่างนี้จะเลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ อีกเหรอค่ะ หันมาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีกว่า ค่ะ

พูดคุยกับลูกเวลาลูกดูดนมทำให้ลูกรักเรามากขึ้นได้จริงเหรอ

เคยสังเกตไหมค่ะว่า เวลาลูกของเราดูดนม ไม่ว่าจะเป็นดูดนมจากอกของแม่เอง หรือดูดจากขวดนมก็ดี จะมีจังหวะที่ลูกหยุดดูดเอาดื้อๆ เสมอ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็กังวลว่าลูกจะไม่ดูดดนม หรือหยุดกินนม จึงต้องมีการเขย่าตัวลูกเบาๆ ทราบหรือไม่ว่าจังหวะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเขย่าตัวลูกนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณและลูกจะสร้างความผูกพันกันมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว


จังหวะการดูดนมของเด็กเป็นอย่างไร
โดยปกติตามธรรมชาติ เด็กที่ดูดนม (ไม่ว่าจากอกแม่หรือจากขวดนม) จะมีจังหวะการดูด (ในช่วงแรก) เป็นในลักษณะดังนี้

ดูด – ดูด – ดูด

หลังจากนั้น เมื่อลูกได้ดูดนมไปสักพักหนึ่งจะเริ่มปรับจังหวะการดูดเป็นลักษณะดังนี้

ดูด – ดูด – ดูด – หยุด (และซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)

ช่วงจังหวะที่ลูกหยุดดูดนี้เอง พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะหยุดดูดต่อ (กลัวลูกกินนมไม่อิ่ม) จึงทำการเขย่าตัวลูกเบาๆ หรือพูดคุยพร้อมกับมองไปที่หน้าของลูก และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกจะหยุดดูดนมไปชั่วขณะเพื่อรับรู้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำต่อพวกเขา นั้นคือ การฟังสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพูด, มองใบหน้าของพ่อแม่ และหลังจากนั้นเด็กก็จะกลับเข้าสู่จังหวะการดูด 3 ครั้งและหยุด 1 ครั้งแบบเดิมอีก

ทำไมลูกจึงดูด – ดูด – ดูด – หยุด
นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากมีการทดลองทางการแพทย์แล้วได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทดลองจับเวลาระหว่างการให้นมลูก โดยปล่อยให้เด็กได้ดูดนมตามจังหวะปกติของเขา และเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ไม่ต้องเขย่าหรือพูดคุย กับอีกกลุ่มเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ให้เขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับ ยิ้ม จ้องมอง และพูดคุยกับลูก

ผลการทดสอบที่ได้สรุปได้ดังนี้

ต่อให้เราไม่เขย่าตัวลูก (จังหวะที่ลูกหยุดดูด) ลูกก็จะกลับมาดูดนมได้เองตามจังหวะที่มั่นคง
ยิ่งเราพูดคุย จ้องมอง และเขย่าตัวลูก ลูกจะยืดจังหวะการหยุดนั้นออกไป เพราะเขากำลังรับรู้และพยายามสื่อสารกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา (นั้นคือการพูด การเขย่า จากพ่อแม่)
ปริมาณการกินนมของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากัน (จะเขย่าหรือไม่เขย่า ก็ไม่ได้กินนมมากขึ้นเท่าไรนัก)
การพูดคุยกับลูกขณะลูกกำลังดูดนมไปด้วย (โดยเฉพาะดูดนมแม่) จะทำให้ลูกไม่หลับคาอกแม่มากกว่าปล่อยให้ลูกดูดนมเงียบๆ
ลูกจะสามารถจดจำกลิ่นและเสียงของพ่อแม่ตัวเองได้ภายใน 4-7 วันนับจากวันแรกเกิด
ยิ่งคุณพูดคุยกับลูกมากเท่าไรตอนที่ลูกกำลังดูดนม เขาก็จะยิ่งจ้องมองคุณมากขึ้น และยาวนานขึ้น ลูกจะรับรู้และสัมผัสถึงความรัก ความผูกพันที่คุณมีให้กับเขามากขึ้น นั้นจึงทำให้เขาจดจำ และรับรู้ว่า เขามีคนที่คอย ดูแลและรักเขามากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ลูกจะติดคุณมากกว่า และจดจำพ่อแม่ได้เร็ว

นอกจากนั้นในผลการทดสอบทำให้ทราบว่า การพูดจากับลูก การเขย่าตัวลูกเบาๆ บ้าง ขณะที่เขากำลังดูดนมนั้น ตัวพ่อแม่เองก็ยังได้รับความรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ซึ่งจะหาความรู้สึกนี้จากไหนไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ ให้ลูกดูดนมคราวหน้า อย่าลืมพูดคุยกับลูกให้มากๆ นะค่ะ

พูดคุยกับลูกเวลาลูกดูดนมทำให้ลูกรักเรามากขึ้นได้จริงเหรอ

เคยสังเกตไหมค่ะว่า เวลาลูกของเราดูดนม ไม่ว่าจะเป็นดูดนมจากอกของแม่เอง หรือดูดจากขวดนมก็ดี จะมีจังหวะที่ลูกหยุดดูดเอาดื้อๆ เสมอ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็กังวลว่าลูกจะไม่ดูดดนม หรือหยุดกินนม จึงต้องมีการเขย่าตัวลูกเบาๆ ทราบหรือไม่ว่าจังหวะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเขย่าตัวลูกนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณและลูกจะสร้างความผูกพันกันมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว


จังหวะการดูดนมของเด็กเป็นอย่างไร
โดยปกติตามธรรมชาติ เด็กที่ดูดนม (ไม่ว่าจากอกแม่หรือจากขวดนม) จะมีจังหวะการดูด (ในช่วงแรก) เป็นในลักษณะดังนี้

ดูด – ดูด – ดูด

หลังจากนั้น เมื่อลูกได้ดูดนมไปสักพักหนึ่งจะเริ่มปรับจังหวะการดูดเป็นลักษณะดังนี้

ดูด – ดูด – ดูด – หยุด (และซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)

ช่วงจังหวะที่ลูกหยุดดูดนี้เอง พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะหยุดดูดต่อ (กลัวลูกกินนมไม่อิ่ม) จึงทำการเขย่าตัวลูกเบาๆ หรือพูดคุยพร้อมกับมองไปที่หน้าของลูก และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกจะหยุดดูดนมไปชั่วขณะเพื่อรับรู้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำต่อพวกเขา นั้นคือ การฟังสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพูด, มองใบหน้าของพ่อแม่ และหลังจากนั้นเด็กก็จะกลับเข้าสู่จังหวะการดูด 3 ครั้งและหยุด 1 ครั้งแบบเดิมอีก

ทำไมลูกจึงดูด – ดูด – ดูด – หยุด
นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากมีการทดลองทางการแพทย์แล้วได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทดลองจับเวลาระหว่างการให้นมลูก โดยปล่อยให้เด็กได้ดูดนมตามจังหวะปกติของเขา และเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ไม่ต้องเขย่าหรือพูดคุย กับอีกกลุ่มเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ให้เขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับ ยิ้ม จ้องมอง และพูดคุยกับลูก

ผลการทดสอบที่ได้สรุปได้ดังนี้

ต่อให้เราไม่เขย่าตัวลูก (จังหวะที่ลูกหยุดดูด) ลูกก็จะกลับมาดูดนมได้เองตามจังหวะที่มั่นคง
ยิ่งเราพูดคุย จ้องมอง และเขย่าตัวลูก ลูกจะยืดจังหวะการหยุดนั้นออกไป เพราะเขากำลังรับรู้และพยายามสื่อสารกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา (นั้นคือการพูด การเขย่า จากพ่อแม่)
ปริมาณการกินนมของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากัน (จะเขย่าหรือไม่เขย่า ก็ไม่ได้กินนมมากขึ้นเท่าไรนัก)
การพูดคุยกับลูกขณะลูกกำลังดูดนมไปด้วย (โดยเฉพาะดูดนมแม่) จะทำให้ลูกไม่หลับคาอกแม่มากกว่าปล่อยให้ลูกดูดนมเงียบๆ
ลูกจะสามารถจดจำกลิ่นและเสียงของพ่อแม่ตัวเองได้ภายใน 4-7 วันนับจากวันแรกเกิด
ยิ่งคุณพูดคุยกับลูกมากเท่าไรตอนที่ลูกกำลังดูดนม เขาก็จะยิ่งจ้องมองคุณมากขึ้น และยาวนานขึ้น ลูกจะรับรู้และสัมผัสถึงความรัก ความผูกพันที่คุณมีให้กับเขามากขึ้น นั้นจึงทำให้เขาจดจำ และรับรู้ว่า เขามีคนที่คอย ดูแลและรักเขามากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ลูกจะติดคุณมากกว่า และจดจำพ่อแม่ได้เร็ว

นอกจากนั้นในผลการทดสอบทำให้ทราบว่า การพูดจากับลูก การเขย่าตัวลูกเบาๆ บ้าง ขณะที่เขากำลังดูดนมนั้น ตัวพ่อแม่เองก็ยังได้รับความรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ซึ่งจะหาความรู้สึกนี้จากไหนไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ ให้ลูกดูดนมคราวหน้า อย่าลืมพูดคุยกับลูกให้มากๆ นะค่ะ

5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่

เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนคงตัดสินใจอยากจะเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ แต่ก็ยังมีความเชื่ออีกหลายข้อที่เคยเชื่อ หรือเคยได้ยิน หรือเขาบอกว่า (เขาไหนก็ไม่รู้) เกี่ยวกับนมแม่ วันนี้มาทำความรู้จักกับนมแม่ให้มากยิ่งขึ้นกับคำถามยอดฮิต (ตลอดกาล) เกี่ยวกับนมแม่กันค่ะ

1. นมแม่จะมีปริมาณพอเลี้ยงลูกเหรอค่ะ

ตามธรรมชาติแล้ว นมแม่นั้นจะผลิตมากหรือน้อย ขึ้นอยู่ว่าได้รับการกระตุ้นจากลูก (การดูดนม) บ่อยแค่ไหน การที่ลูกดูดนมแต่ละครั้งจะเป็นกระตุ้นให้ร่างกายของแม่ผลิตน้ำนมให้มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่มักจะเกิด ขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเล่าขานว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีนมไม่พอให้ลูกกิน เกิดจากสาเหตุสำคัญคือช่วงหลังจากคลอดลูก ลูกไม่ได้ดูดนมจากอกแม่ทันทีต่างหาก
ตอนคลอดลูกหากเราไม่ได้แจ้งพยาบาลหรือคุณหมอว่าจะเลี้ยงด้วยนมแม่ หลังคลอดลูกแล้วพยาบาลนำลูกของเราไปอาบน้ำ ทำความสะอาด และให้นมผงเลย ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ลูกติดการกินนมจากขวด ( เพราะดูดง่าย นมออกเยอะ กินทันใจดี) ทำให้เวลามากินนมจากเต้าของแม่ก็จะร้อง หงุดหงิด นอกจากนั้นยังส่งผลต่อร่างกายของแม่ด้วย เพราะหลังคลอดแล้วหากให้ลูกดูดนมแม่ทันที (แม้ว่าจะยังไม่มีน้ำนมออกมา) จะเป็น กระตุ้นร่างกายแบบธรรมชาติให้ร่างกายผลิตน้ำนมออกมา ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศเลิกการให้นมผงกับลูกหลังคลอดแล้ว (แม้ว่าตัวคุณแม่จะไม่ได้บอกว่าจะขอเลี้ยงด้วนมแม่) หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว พยาบาลจะพาลูกกลับมาหาแม่และให้ลูกดูดนมแม่ทันที ซึ่งในปัจจุบันยังมีหลายโรงพยาบาลที่ยังคงทำแบบนี้ (คือให้ลูกเรากินนมผงเลย) ดังนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจตั้งแต่เนิ่นๆ นะค่ะ อย่าได้ชะล่าใจไปเชียว
คุณแม่ทั้งหลายโปรดจำไว้นะค่ะว่า ตามธรรมชาติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำนมออกมาให้ลูกกินได้อย่างพอเพียงเสมอค่ะ (ไม่อย่างนั้นในสมัยก่อนที่นมผงยังไม่มี เด็กแรกเกิดคงจะอดตายกันหมดโลกแล้วละค่ะ)
เทคนิคอีกอย่างในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมอย่างเพียงพอคือ ให้ลูกดูดนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมงตลอดกลางวันและกลางคืน (ในช่วงแรกๆ) แม้ว่าลูกดูดแล้วจะไม่มีน้ำนมออกมา แต่ก็เป็นการกระตุ้นให้น้ำนมผลิตออก มามากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะการผลิตน้ำนมของเต้านมแม่นั้นหากได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอๆ ร่างกายก็จะผลิตน้ำนมออกมาอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นการนอนหลับพักผ่อน การกินอาหารที่มี ประโยชน์ (ให้ครบ 5 หมู่) และการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น หากคุณแม่เหนื่อยกับการดูแลลูกหลังคลอดใหม่ๆ ก็อาจจะหาเวลาพักง่ายๆ ด้วยการนั่งเหยีบดปลายเท้าแบบผ่อนคลายเวลาที่ ลูกนอนหลับก็ได้ค่ะ
นอกจากนั้นอย่าลืมที่จะดื่มน้ำให้มากนะค่ะ คุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นควรจะดื่มนมอย่างน้อย 3 ลิตรต่อวัน ควรจะจิบน้ำตลอดวัน และหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เหล้า หรือสูบบุหรี่ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับเข้าไป จะมีผลต่อไป ยังน้ำนมของเราด้วยค่ะ

2. ลูกไม่ชอบดูดนมจากอกแม่ ดูดทีไรร้องไห้งอแง แต่พอให้กินจุ๊บขวดนมก็เงียบ ไม่รู้จะแก้ยังไง

ปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากจุ๊บขวดนม มาจากการที่ผู้ดูแล (หรือตัวคุณแม่เอง) เผลอให้ลูกดูดนมจากขวดนม ซึ่งการดูดนมจากขวดจะแตกต่างจากการดูดนมจากเต้านมแม่แน่นอน เพราะว่าการดูดนมจากจุ๊บของขวด นมจะใช้แรงน้อยกว่า และยังได้น้ำนมมากกว่าด้วย ลูกจึง “ติด” การดูดนมจากขวดนมมากกว่า
ทางแก้ก็คือ อย่าให้ลูกได้ดูดนมจากขวดนมเป็นอันขาด อย่าได้ลองเลยค่ะ เพราะลูกจะ “ติด” การดูดนมจากขวดนมง่ายกว่า และเลิกยากกว่ามาก จนสุดท้ายจะแก้ไขภายหลังก็ยากและเสียเวลามาก หากเราไม่เคยให้ลูก ดูดนมจากขวดเลย ลูกก็จะพยายามดูดนมจากเต้าเอง (เป็นไปเองตามธรรมชาติ)
หากเกิดปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากขวด จะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกรู้จักกับขวดนมก่อนวัยอันควรนั้นเองค่ะ โดยปกติเราจะไม่หัดให้ลูกดูดนมจากขวดในช่วง 4-5 สัปดาห์แรก แต่เมื่อลูกอายุ มากขึ้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนให้ลูกรู้จักการดูดจากขวดนมได้บ้าง แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาลูก “ติด” ได้ หากเป็นไปได้ก็ควรจะให้ลูกดูดนมจากอกแม่เท่านั้น (ยกเว้นกรณีที่ตัวคุณแม่ป่วย หรือไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องปั้มนมลูก ใส่ขวดอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ)
3. เจ็บหัวนมมากเวลาลูกดูดนม
อาการเจ็บหัวนม หรือหัวนมเป็นแผลเพราะลูกดูดนม หรือลูกขบกัดหัวนมนั้น อาจจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็สามารถป้องกันได้เช่นกัน ปัญหาที่ลูกกัดหรือขบหัวนม โดยมากเกิดจากการที่ตัวคุณแม่ให้นมในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง โดยตำแหน่งที่ถูกต้องนั้น ปากของลูกจะต้องปิดรอบลานนมได้สนิท ส่วนจุกหัวนมนั้นควรจะอยู่บริเวณตำแหน่งบนกลางลิ้นลูกพอดี ลูกจะใช้ลิ้นดันจุกหัวนม อาการเจ็บหัวนมก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากคุณแม่อุ้มลูกในตำแหน่งที่ ไม่ถูกต้อง (จุกหัวนมไม่ได้อยู่ตำแหน่งบนกลางลิ้น) ลูกก็จะพยายามดูดโดยอาจจะการขบ หรือใช้เหงือกร่วมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บได้
ทางแก้ไขคือ นอกจากจะต้องจัดท่าให้นมให้ถูกตำแหน่งแล้ว หากรู้ว่าไม่ถูกตำแหน่งก็ควรจะหยุดให้นมทันที โดยการเอานิ้วเขี่ยที่มุมปากของลูกเบาๆ โดยธรรมชาติลูกจะหยุดดูดนมและอ้าปากตามเวลาเราเขี่ยที่มุมปาก ลูก เราก็ค่อยๆ เอานมออกจากปากลูก (อย่ารีบดึงนมออกจากปากลูก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการเจ็บได้) หากเขี่ยที่มุมปากลูกแล้ว ลูกยังไม่ยอมหยุดดูด ก็ให้ใช้นิ้วกดลงบนคางลูก (ค้างไว้สักครู่) ลูกก็จะหยุดและอ้าปากเอง ตามธรรมชาติค่ะ นอกจากนั้นอาจจะใช้ครีมลาโนลินเพื่อช่วยลดอาการแตก และควรจะเปลี่ยนข้างในการให้นมลูก
4. อาหาร ยา และโรคติดต่ออื่นๆ จะส่งผลถึงน้ำนมที่ลูกกิน
  • จริงหรือเปล่าที่ว่า ถ้าแม่กินของแสลง ของแสลงจะส่งผ่านไปยังน้ำนมด้วย
  • เป็นความเชื่อโบราณที่น่าจะเคยได้ยินมา แต่ความจริงก็คือ อาหารต่างๆ เช่น แกงเลียง, ผักและผลไม้บางชนิด ที่คนโบราณเชื่อว่ากินแล้วจะดี (หรือไม่ดี) ต่อคุณภาพน้ำนมนั้น ความจริงคือ มีผลกระทบน้อยมาก ดังนั้น คุณแม่จึงควรใส่ใจกับการทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่มากกว่าจะไปเฉพาะเจาะจงกับเมนูใดเมนูหนึ่ง
  • ยาที่ทานมีผลส่งต่อกับลูกที่กำลังกินนมแม่หรือไม่
  • มีค่ะ เพราะยาส่วนใหญ่เกือบทุกชนิด (แม้กระทั่งยาแก้ไอ ยาแก้ปวดบางประเภท) ก็มีผลต่อระบบภายในของคุณแม่ ดังนั้นจะกินยาอะไรก็ควรจะปรึกษาคุณหมอที่ดูแลให้ดีก่อนเสมอ อย่าไปซื้อยากินเองนะค่ะ เพราะ พลาดท่าขึ้นมาจะไม่คุ้มเอาค่ะ
    สำหรับโรคติดต่อที่ส่งต่อทางน้ำนมแม่นั้น มีอยู่โรคเดียวคือ โรคเอดส์ค่ะ นั้นก็หมายความว่า หากคุณแม่ท่านใดที่ติดเชื้อ HIV เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว (ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ติด HIV) ก็ไม่แนะนำให้คุณแม่ท่านนั้นเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ค่ะ เพราะเชื้อ HIV สามารถผ่านจากนมแม่ได้ค่ะ
ถึงแม้ว่าคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกนั้น จะทานอาหารน้อย หรือทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาในแต่ละมื้อ ก็อย่าเพิ่งกังวลมากเกินไปว่าน้ำนมที่ให้ลูกกินนั้นจะไม่ได้คุณภาพ เพราะด้วยระบบ ธรรมชาติจะผลิตน้ำนมที่มีสารอาหารที่ลูกต้องการได้อย่างครบถ้วน แต่หากแม่ท่านใดที่ได้รับประทานอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว น้ำนมที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า (สารอาหารในปริมาณที่มากกว่า รวมถึงแร่ธาตุอาหารบางชนิด) ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมลูก ก็ควรจะทานอาหารให้ครบถ้วน

5. แม่ที่มีขนาดเต้านมเล็กจะมีน้ำนมน้อยกว่าคนเต้านมใหญ่

เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเรื่องของคนส่วนมาก เพราะเมื่อเพศหญิงคลอดลูกแล้ว แม้ว่าก่อนจะคลอดลูกจะมีขนาดเต้านมที่เล็ก แต่ธรรมชาติก็จะปรับตัวให้เอง นั้นคือเมื่อลูกดูดนมจากอกแม่ เต้านมจะมีการปรับตัวและขยาย ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บปริมาณน้ำนมให้มากขึ้น โดยเต้านมนี้จะขยายใหญ่ขึ้นเองเท่าที่ปริมาณที่ลูกต้องการกินนมอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าเราเป็นคนอกเล็กจะมีน้ำนมไม่พอเพียงกับลูกของเรานะค่ะ